***วัดใจ 20 บาท***เหรียญดอกจิก วัดแหลมฟ้าผ่า ปี 2494 หลวงปู่เผือกปลุกเสก องค์นี้เนื้อกะไหล่เงิน พระบ้านๆ กะไหล่เก่าเดิมๆ มันส์กับอายุพระ 65 ปีครับ รับประกันพระแท้ตลอดชีพครับ
เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง ( พระสวยมากๆกะไหล่ทองเต็ม กะไหล่ไม่มีเปิดครับ ) เจ้าของเดิมเลี่ยมเงินสั่งตัดมา1000 แล้วครับ งานสวยหนาและหนักครับ ยกซุ้มบน-ล่าง สวยจริงครับเหรียญนี้ สายตรงเชิญครับ
ประกันพระแท้ตามกฎ
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ′ทรงทำอุปการะก่อนแก่พสกนิกร เพราะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจโดยธรรม อีกทั้งยังให้ความสุข ความเจริญแก่พสกนิกร ชื่อว่าทรงเป็นบุพการีของพสกนิกร ซึ่งเหล่าพสกนิกรชาวไทยจักถวายความจงรักภักดีเป็นล้นพ้นดุจบิดาของตน′ ดังนั้น เมื่อมีการสร้างวัตถุมงคลที่ระลึกต่างๆ จึงมีผู้ให้ความสนใจอย่างมาก เพราะคนไทยทั้งปวงต่างเชื่อมั่นว่า ผู้ใดมีพระบรมฉายาลักษณ์ไว้บูชาจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลสูงสุดและปลอดภัย จากภยันตรายทั้งมวล จึงทำให้วัตถุมงคลที่จัดสร้างเป็นที่ระลึก ซึ่งมีพระบรมรูปและพระปรมาภิไธยย่อ ′ภปร′ ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ไหน แบบไหน ปีไหนล้วนเป็นที่ปรารถนาและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง รวมทั้งมีมูลค่าในการสะสมเพิ่มขึ้นไปตามกาลเวลา ตลอดปี 2554 ซึ่งตรงกับปีมหามงคลที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา นอกจากจะมีการจัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อเป็นที่ระลึกและร่วมเทิดพระเกียรติแล้ว ยังส่งผลให้พระเครื่องและของที่ระลึกรุ่นเก่าๆ ของรัชกาลที่ 9 กลับมาได้รับความนิยมและเป็นที่เสาะหากันอย่างคึกคักอีกครั้ง อย่างเช่น วัตถุมงคลดี พิธีใหญ่ ′เหรียญคุ้มเกล้า′ สร้างเมื่อปี 2522 ที่หลายคนต่างหาเช่าเก็บไว้บูชา ด้วยเหตุที่เป็น ′ของดี′ ที่เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเททอง สำหรับ ′เหรียญคุ้มเกล้า′ มีประวัติการสร้างดังนี้ เนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีของการให้บริการโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เมื่อ 27 มีนาคม 2522 กองทัพอากาศได้ดำริสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินขนาดใหญ่สูง 12 ชั้นที่ทันสมัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลและเสริมสร้างบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมบรรดาผู้ป่วยทั้ง หลายไปชั่วกาลนาน โดยสิ้นค่าใช้จ่ายกว่า 600 ล้านบาท จากเงินที่ประชาชนทั่วประเทศร่วมใจกันบริจาค ในการรณรงค์หาทุนสร้าง ′อาคารคุ้มเกล้าฯ′ และจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยไว้ใช้ในอาคารคุ้มเกล้าฯ กองทัพอากาศได้จัดสร้าง ′วัตถุมงคลคุ้มเกล้า′ ขึ้นเพื่อสมนาคุณแก่ผู้มีจิตศรัทธา ให้การสนับสนุน ประกอบด้วย พระพุทธรูปบูชา พระกริ่ง และเหรียญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระปรมาภิไธยย่อ ′ภปร′ ประดิษฐานที่เหรียญ และทรงให้ช่างในพระองค์เป็นผู้ปั้นแบบเหรียญพระบรมรูปด้านหน้าเป็นพระบรม ฉายาลักษณ์ ด้านหลังเป็นพระปรมาภิไธยย่อ ′ภปร′ พิธี ลงอักขระแผ่นทอง นาก เงิน แผ่นยันต์อักขระที่ใช้สร้าง ′เหรียญคุ้มเกล้า′ ได้จัดพิธีลงอักขระ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพ มหานคร โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธานพร้อมด้วย สมเด็จพระราชาคณะและพระเถระผู้ใหญ่รวม 60 รูป ทำพิธีลงอักขระแผ่น ทอง นาก เงิน เป็นปฐมฤกษ์ หลังจากนั้นได้นำแผ่น ทอง นาก เงิน ไปให้พระเถราจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั่วประเทศ จารึกอักขระจนครบ 1,250 รูป พิธี เททองหล่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเททองหล่อพระพุทธรูปคุ้มเกล้าฯ ณ วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ซึ่งตรงกับวันที่ ′หลวงปู่แหวน สุจิณโณ′ มีอายุครบ 97 ปี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2527 โดยมีสมเด็จพระสังฆราช พร้อมด้วยพระเถระผู้ใหญ่ผู้ทรงคุณอีก 9 รูป เจริญชัยมงคลคาถา ในโอกาสนี้ได้ทรงทำพิธีหลอมแผ่นทอง นาก เงิน ที่ได้ทำพิธีลงอักขระแล้ว เป็นชนวนนำไปสร้างวัตถุมงคลคุ้มเกล้าต่อไป จากนั้น ประกอบพิธีพุทธาภิเษกหมู่อย่างใหญ่โตมโหฬาร 4 วัน 4 คืน 6-9 เมษายน 2527 โยงสายสิญจน์จากพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามมายังปะรำพิธี ณ ท้องสนามหลวง นิมนต์พระเถรานุเถระผู้ทรงคุณ เกจิอาจารย์ดัง 108 รูปจากทั่วประเทศผลัดเปลี่ยนกันนั่งปรกปลุกเสกตลอดรวม 4 คืน อาทิ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, หลวงปู่ดูุลย์ วัดบูรพาราม, หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง, หลวงปู่ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า, หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง เป็นต้น โดยเฉพาะ ′หลวงปู่แหวน′ ที่มาร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิต นับว่าเป็นวาระพิเศษส่งผลให้วัตถุมงคลรุ่นนี้ไม่ธรรมดาในสายตาของนักสะสม มีผู้กล่าวถึงและว่าท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรม และมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ วัตถุมงคลของท่านต่างร่ำลือในความเข้ม มีผู้นิยมแสวงหาไว้พกพาติดตัว เพื่อความเป็นสิริมงคล เหรียญทุกรุ่นที่หลวงปู่แหวนอธิษฐานจิตปลุกเสก พุทธคุณโดดเด่นในเรื่องเมตตามหานิยม ค้าขายเจริญรุ่งเรือง การเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย สยบสิ่งชั่วร้ายต่างๆ นานา วัตถุมงคลที่นิยมมากคือ ′เหรียญหลวงปู่แหวนรุ่นแรก พิมพ์หน้าวัว′ สำหรับวัตถุมงคลรุ่นคุ้มเกล้า ในวันแรกของพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงจุดไฟพระฤกษ์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มอบให้พล.อ.อ.ประพันธ์ ธูปะเตมีย์ ผบ.ทอ. อัญเชิญเข้าขบวนแห่มายังปะรำพิธี จากนั้นในเวลา 19.19 น. สมเด็จพระสังฆราช เสด็จมาจุดเทียนชัยจากไฟพระฤกษ์ เริ่มพิธีพุทธาภิเษกจนถึงรุ่งอรุณของวันที่ 4 สมเด็จพระญาณสังวรฯ เป็นประธานดับเทียนชัย เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีพุทธาภิเษก นับเป็นพิธีพุทธาภิเษกที่ต้องจารึกเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ว่า พิธีนี้ใหญ่จริงๆ
เหรียญใหญ่สมเด็จพระศาสดา สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร ปี 2517(เนื้อนวะ)
เหรียญพ่อท่านคลิ้ง รุ่นฉลอง 93 ปี วัดถลุงทอง จ.นครศรีธรรมราช ปี 2521 เนื้อทองแดงรมดำ ลักษณะเหรียญด้านหน้าจะคลัายกับเหรียญปี 2521 หลังภปร.แต่เหรียญนี้ด้านหลังจะเป็น ยันต์ห้าแทน ด้านหน้าของเหรียญที่สังฆาฎิ จะมีคำว่านะโม เหรียญแบบนี้พบน้อยกว่าเหรียญ ภปร. ซึ่งปั๊มมาด้วยกัน 4 บล็อก เป็นเหรียญที่น่าใช้อีกเหรียญหนึ่ง เพราะมีเพียงบล็อกเดียว ปลุกเสกพิธีเดียวกันกับหลัง ภปร.
เหรียญเจริญอายุ 8 รอบ หลวงปู่แจ้งนครราชสีมา ตอกโค๊ตด้านข้าง หลัง สก สภาพสวยครับ พระอรุณธรรมโสภณ (แจ้ง ฉินฺนมนฺโท) อดีตเจ้าคณะอำเภอกิตติมศักดิ์อำเภอโนนสูง และเจ้าอาวาสวัดใหม่สุนทร ชื่อ แจ้ง ดวงกลาง ชาติภูมิ บ้านขาม ตำบลขามสะแกแสง อำเภอโนนสูง (ปัจจุบันเป็นอำเภอขามสะแกแสง) จังหวัดนครราชสีมา ชาติกาล วันอังคาร ที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๐ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา ฉศก จุลศักราช ๑๒๕๔ บิดา นายอ้าย ดวงกลาง มารดา นางเทศ ดวงกลาง ญาติพี่น้อง ร่มสายโลหิต ๙ คน ๑. นายเพ็ชร ๒. นายทุย ๓.นางบุญ ๔.นางดวล ๕. นายแสง ๖. นายสวน ๗. นางสุก ๘. นางใส ๙. พระอรุณธรรมโสภณ (หลวงปู่แจ้ง) อาชีพ ท่านเจริญรอยตามวงศ์ตระกูลซึ่งเป็นชาวนา เลี้ยงสัตว์ เป็นเจ้าของวัวฝูงใหญ่ มีฐานะปานกลาง เป็นศิลปินเจ้าของวงมโหรีดนตรีพื้นบ้านของชาวโคราช อุปนิสัย ท่านมีนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โอบอ้อมอารี มีเมตตาสงสารคนตกทุกข์ได้ยาก ชอบตักบาตรทำบุญ อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง บุหรี่ไม่สูบ สุราไม่เสพ การพนันไม่เล่น ตั้งสัจจะไม่ยอมตนเป็นลูกเขยใคร มีใจน้อมไปในการบวชตั้งแต่อายุได้ ๑๗ ปี การศึกษาในวัยเยาว์ เมื่อเป็นเด็กเรียนหนังสือวัด มีทั้งพระและฆราวาส ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้สอนทั้งภาษาไทยและภาษาขอม อาศัยเป็นคนที่มีนิสัยดี สติปัญญาดี เรียนเก่ง จึงเป็นที่ชอบของครูอาจารย์ ประกอบกับเป็นคนมีความตั้งใจสูงไม่ยอมอยู่หลังใคร จึงอ่านเรียนเขียนเลขจบการศึกษาแบไม่มีประกาศนียบัตรก่อนใครๆ ชีวิตในวัยหนุ่ม เมื่อสำเร็จการศึกษาออกจากวัดมาประกอบอาชีพช่วยบิดามารดา เสร็จหน้านาก็รับงานมโหรีดนตรีปี่พาทย์ไปในงานพิธีตามสถานที่ต่างๆ บางครั้งไปถึงจังหวัดขอนแก่น หมดหน้างานก็ช่วยเลี้ยงวัวและทำนาด้วยความขยันขันแข็ง เป็นที่หมายตาของสตรีและผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน แต่ท่านยังไม่ใฝ่ใจคิดในเรื่องของการครองเรือน อยู่จนมารดาถึงแก่กรรม ท่านก็ยังอยู่ช่วยบิดาทำกิจการในครอบครัว เมื่อบิดาแบ่งทรัพย์สินไร่นาทรัพย์สมบัติให้พี่ทั้ง ๘ คนแล้ว ที่เหลือส่วนใหญ่ยกให้ท่าน แต่ท่านมีจิตใจน้อมไปในการบวช จึงยกทรัพย์สินไร่นาและสมบัติส่วนของท่านให้พี่ๆ และส่วนหนึ่งยกให้สาธารณสมบัติ ส่วนเครื่องมฆรีปี่พาทย์ยกให้แก่ลูกวงตามถนัดและความต้องการแล้วไปบอกกับน้าให้พาไปหาอุปัชฌาย์ บรรพชาอุปสมบท วันเสาร์ ที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๘ (แรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ปีฉลู) ณ พัทธสีมาวัดบ้านขาม พระครูมัชฌิมานุรักษ์ (ทอง) วัดบ้านขาม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์บุญ วัดบ้านขาม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์จันทร์ วัดบ้านขาม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ประชุมสงฆ์ ๒๕ รูป ได้นามฉายาว่า “ฉินฺมนฺโท” เมื่ออุปสมบทแล้วปฏิบัติรับใช้อุปัชฌาย์อาจารย์ที่วัดบ้านขาม พร้อมกับตั้งใจเรียนหนังสือสวดมนต์ คัมภีร์เทศนาต่างๆ ซึ่งล้วนแต่อยู่ในภาษาขอมทั้งสิ้น ท่านจึงต้องเรียนหนังสือใหญ่สูตรมูลกัจจายน์จนจบสิ้นแล้ว ต้องการเรียนรู้ปริยัติธรรมควบคู่กับการปฏิบัติให้สูงขึ้น แต่ที่วักบ้านขามมี ท่านจึงขออนุญาตให้ครูบาอาจารย์ฝากเข้าไปเรียนต่อในสำนักวัดบึง ในเมืองนครราชสีมา ซึ่ง ณ ที่นั้นมีพระผู้ใหญ่หลานรูปที่เคยเรียนร่วมกัน อาทิ เช่น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ พระอรรถจารีสีมาจารย์ (คง) วัดบูรพ์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา และพระปทุมญาณมุนี (หลวงปู่เขียว) วัดบึง นครราชสีมา เป็นต้น ภายหลังท่านย้ายไปอยู่วัดบูรพ์ เพื่อช่วยแล่งเบาภาระงานภายในวัด ซึ่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดเป็นเจ้าอาวาส ต่อมาท่านได้จำพรรษาอยู่กรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง ตามวัดที่เพื่อนสหธรรมิกคุ้นเคยกัน เช่น วัดพระเชตุพน วัดมหาธาตุ วัดชำนิหัตถการ วัดปากน้ำ ฯลฯ แล้วท่านเจ้าคุณ พระอรรถจารสีมาจารย์ ก็มีจดหมายนิมนต์กลับมาอยู่ช่วยงานอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างที่กลับมาอยู่วัดบูรพ์ครั้งหลังนี้ ท่านเป็นผู้รู้จักโดยทั่วไปของหมู่สงฆ์และญาติโยมในฐานะที่เป็นพระนักเทศน์ ทั้งเทศนาโวหาร เทศน์ปุจฉา เทศน์อานิสงส์ รวมทั้งเทศน์แหล่ทำนองเสนาะเพราะพริ้ง เป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟังทั่วไป นอกจากนั้น ได้เป็นที่ปรึกษาในการหาฤกษ์พานาทีช่วยเจ้าคณะจังหวัด ในการทำน้ำมนต์เสกเส้นฝ้าย ทำพระผงดำรูปกลีบบัวถวายเจ้าคุณอรรถฯ และหลวงพ่อคง วัดถนนหักใหญ่ด่านขุนทด เพื่อนำไปแจกจ่ายทหารทหารที่ไปสงครามอินโดจีน ต่อมาพระอุปัชฌาย์ทอง วัดบ้านขาม มรณภาพลง ชาวบ้านขามจึงนิมนต์ท่านไปอยู่ช่วยบูรณะวัดที่ชำรุดทรุดโทรม ซึ่งท่านได้บูรณปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนสู่สภาพที่ดีดังเดิม แล้วได้ย้อนกลับไปเรียนทางปฏิบัติกัมมัฏฐานในสำนักอาจารย์ที่มีชื่อหลายวัด เช่น หลวงพ่อมี (ภายหลังได้เป็นพระครูญาณโสภิต) วัดป่าสูงเนิน และพระภาวนาโกศล (หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ) เป็นต้น ต่อมา ทางอำเภอโนนสูงขาดพระผู้ใหญ่ เจ้าคระจังหวัดจึงมีจดหมายนิมนต์ให้ท่านลับคืนมาอยู่ที่โนนสูง เมืองโคราชบ้านเกิด เพื่อให้รับตำแหน่งพระสังฆาธิการ บริหารการวัดและการคระสงฆ์ ตำแหน่งหน้าที่การงาน การปครอง พ.ศ.๒๔๘๒ - เป็นเจ้าอาวาสวัดใหม่สุนทร ตำบลโนนสูง อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ.๒๔๘๔ - เป็นเจ้าคณะอำเภอโนนสูง พ.ศ.๒๔๘๖ - เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.๒๕๒๐ - เป็นเจ้าคณะอำเภอกิตติมศักดิ์อำเภอโนนสูง งานศึกษา พ.ศ.๒๔๘๒ - เป็นเจ้าสำนักเรียนวัดใหม่สุนทร - เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม - เป็นกรรมการตรวจนักธรรมสนามหลวง พ.ศ.๒๔๘๔ - เป็นกรรมการสอบธรรมสนามหลวง งานเผยแผ่ พ.ศ.๒๔๗๐ - เป็นพระธรรมกถึก พ.ศ.๒๔๘๔ - เป็นพระอาจารย์ฝึกสอนพระธรรมกถึก พ.ศ.๒๕๐๘ - เป็นหัวหน้าพระธรรมทูต ฝ่ายอำนวยการอำเภอโนนสูง งานพัฒนาวัด ที่วัดบ้านขาม ตำบลขามสะแสง (อำเภอขามสะแกแสง ในปัจจุบัน) จังวัดนครราชสีมา พ.ศ.๒๔๗๘ - บูรณปฏิสังขรณ์กุฎีสงฆ์และศาลาการเปรียญที่ชำรุดทรุดโทรมให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดี พ.ศ.๒๔๘๔ - ขุดสระน้ำขนาดใหญ่ และสร้างสวนป่า สวนผลไม้ พ.ศ.๒๔๙๐ - ก่อสร้างกุฎีสงฆ์ พ.ศ.๒๔๙๔ - ก่อสร้างศาลการเปรียญ ที่วัดใหม่สุนทร ตำบลโนนสูง อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ.๒๔๘๒ - ก่อสร้างเสนาสนะถาวรวัตถุตามลำดับต่อเนื่องดังนั้น ๑.กุฎีสงฆ์ ๒.หอสวดมนต์ ๓.ศาลการเปรียญ ๔.ศาลปฏิบัติธรรม ๕.ศาลาปริวาสกรรม ๖.ลานปฏิบัติธรรม ๗.เจดีย์ที่บรรจุสังขาร ๘.ศาลโรงช้างโรงเสือ ที่ปฏิสันถาร ๙.อุโบสถ ๑๐.ฌาปนสถาน ๑๑.ซุ้มประตูวัด ๑๒.กำแพงวัด ๑๓.ปลูกต้นไม้และสร้างสวนป่าภายในวัด ๑๔.สร้างถนนภายในวัด ๑๕.ขุดสระน้ำขนาดใหญ่ งานสังคมสงเคราะห์ พ.ศ.๒๔... - บริจาคที่ดินสำหรับสร้างโรงเรียนมัธยมขามสะแกแสง โรงพยาบาลขามสะแกแสง และที่ว่าการอำเภอขามสะแกแสง พ.ศ.๒๕๓๔ - จัดตั้งมูลนิธิศรัทธาพระครูพินิจยติกรรม (หลวงปู่แจ่ง ฉินฺมนฺโท) จดทะเบียนด้วยเงินทุนเริ่มต้น ๑,๐๑๖,๐๐๐ บาท หนึ่งล้านหนึ่งหมื่นหกพันบาทถ้วน) โดยพลตรีเรวัต บุญทับ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ ๓ เป็นประธานมูลนิธิ พ.ศ.๒๕๓๕ - สร้างตึกสงฆ์อาพาธ และเครื่องมือแพทย์โรงพยาบาลโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา สิ้นเงิน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท (สี่ล้านห้าแสนบาทถ้วน) สมณศักดิ์ พ.ศ.๒๔๘๐ - เป็นพระสมุห์ ฐานานุกรมพระอรรถจารสีมาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ.๒๔๙๐ - เป็นพระครูที่ พระครูพินิจยติกรรม เจ้าคณะอำเภอชั้นตรี พ.ศ.๒๔๙๘ - เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นโท ในราชทินนามเดิม พ.ศ.๒๕๐๑ - เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นเอก ในราชทินนามเดิม พ.ศ.๒๕๑๓ - เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นพิเศษ ในราชทินนามเดิม พ.ศ.๒๕๓๕ - เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระอรุณธรรมโสภณ เกียรติคุณ - ตามชีวประวัติบอกถึงความเป็นศิลปินสาขามโหรีปี่พาทย์ - มีอุปนิสัยใฝ่เรียน ใฝ่รู้ ใฝ่ดู ใฝ่เห็น สิ่งที่ประคุณเป็นประโยชน์ - เป็นพระนักเทศน์นักสอน ฝีปากคมคารมกล้า เจ้าบทเจ้ากลอน - เป็นพระนักสร้างสรรค์พัฒนาศาสนา วัดวาอาราม และสังคม - เป็นพระชื่นชมยินดีในสมณเพศ สมณธรรม และสมณวิสัย - เป็นพระใจถึง เข้าถึงวิปัสสนาวิชาธรรมกาย สามารถถอดกายทิพย์ได้ตามที่หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญพร่ำสอน - เป็นพระเกจิอาจารย์ สร้งเสกวัตถุมงคลมากรุ่นมากชนิดมีชื่อเสียง มีลูกศิษย์เคารพนับถือบูชาทั้งพระสงฆ์ คหบดี พ่อค้า ประชาชน ครูอาจารย์ ข้าราชการ พลเรือน ทหาร ตำรวจ ทั่วราชอาณาจักร อาพาธ ปกติเป็นคนมีสุขภาพแข็งแรง มาค่อยเจ็บไข้ได้ป่วยถึงล้มหมอนเสื่อ มีบ้างก็เล็กน้อยธรรมดา พ.ศ.๒๕๒๐ เริ่มอาพาธด้วยโรคชรา พ.ศ.๒๕๓๐ อาพาธด้วยโรคชรา พ.ศ.๒๕๓๒ อาพาธถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดใส้ติ่งอักเสบ พ.ศ.๒๕๓๓ อาพาธด้วยโรคปวดเมื่อยตามข้อ พ.ศ.๒๕๓๕ อาพาธหนักด้วยโรคชรา มรณภาพ วันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๕ เวลา ๐๑:๒๐ น. ณ โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา สิริรวมอายุ ๙๕ ปี พรรษา ๖๗
เหรียญหยดน้ำ ลงยา หลวงพ่อถิร หลังหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี หลวงพ่อถิร หลวงพ่อถิรมรณภาพ เมื่อปี 2527 สิริอายุ 83 ปี พรรษา 63 สำหรับวัตถุมงคลหลวงพ่อถิร ล้วนแต่ได้รับความนิยมจากนักนิยมสะสมพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่ทราบกันดีว่า หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก ต.ธนู อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ท่านเป็นพระภิกษุที่ถึงพร้อมในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นวัตรปฏิบัติ หรือการเจริญภาวนา กล่าวกันว่า การปฏิบัติธรรมของท่าน หวังผลในเรื่องของพุทธภูมิ สำหรับในส่วนของวัตถุมงคล ถึงแม้จะไม่ใช่สิ่งที่นำทางให้บรรลุผลตามหลักของพระพุทธศาสนา แต่ท่านก็ได้อนุโลมให้มี และรับรองถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องที่ท่านอธิษฐานจิตให้ สำหรับสิ่งที่หลวงปู่ดู่ยกไว้เหนือยิ่งกว่าวัตถุมงคลก็คือ การปฏิบัติ คำสอนของท่านก็กล่าวยืนยันว่า การปฏิบัติภาวนาเหนือกว่าเครื่องรางของขลัง คือ “เอาของจริงดีกว่า พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรนัง คัจฉามิ นี่แหละของแท้” คำถามจึงมีต่อไปว่า ในบริบทการอนุโลมของหลวงปู่ดู่ บรรดาพระเกจิอาจารย์ที่สร้างวัตถุมงคล รูปใดที่หลวงปู่ดู่ท่านรับรองว่า เก่งจริง คำตอบสำหรับคำถามนี้ กิจกรรมทางพุทธศาสนาของอดีตผู้บัญชาการเรือนจำกลาง จ.พระนครศรีอยุธยา นายเรียน นุ่มดี น่าจะอธิบายได้ดี เรื่องมีอยู่ว่า นายเรียน นุ่มดี ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นศิษย์ผู้ใกล้ชิดคนหนึ่งของ หลวงปู่ดู่ วัดสะแก ในสมัยนั้นท่านกำลังใกล้จะเกษียณอายุราชการ และจะกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิดที่ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี แต่เนื่องด้วย วัดเขาใหญ่ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้านเกิดของท่าน ขณะนั้นมีสภาพทรุดโทรม เสนาสนะต่างๆ ที่มีอยู่ก็ไม่ได้รับการบูรณะมานานมากแล้ว ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่นในเรื่องของบุญกุศล นายเรียนจึงมีความตั้งใจที่จะหารายได้จำนวนหนึ่งเพื่อนำไปบูรณปฏิสังขรณ์วัด เขาใหญ่ให้สวยงาม พร้อมทั้งสร้างวิหารจตุรพิธพรชัยขึ้นใหม่ นายเรียนจึงได้นำความมาปรึกษากับหลวงปู่ดู่ว่า ตนเองจะทำอย่างไรดี หลวงปู่ดู่จึง ได้เมตตาแนะนำและให้คำปรึกษาในการจัดสร้างวัตถุมงคล ขึ้นมารุ่นหนึ่ง โดยได้บอกกับนายเรียนว่า ให้ไปขอความเมตตาจากพระเกจิอาจารย์เหล่านั้น เพื่อขออนุญาตสร้างเหรียญรูปเหมือนของแต่ละท่าน ด้วยเหตุผลที่ว่าท่านเหล่านี้ล้วนเป็นพระเกจิอาจารย์ที่หลวงปู่ดู่บอกว่า เก่งจริง คือ ๑.หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ๒.พระครูประสาทวิทยาคม (หลวงพ่อนอ) วัดกลาง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ๓.พระครูประสาทวรคุณ (หลวงพ่อพริ้ง) วัดโบสถ์โก่งธนู อ.เมือง จ.ลพบุรี ๔.พระครูศรีพรหมโสภิต (หลวงพ่อแพ) วัดพิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี ๕.พระรักขิตวันมุนี (หลวงพ่อถิร) วัดป่าเลไลยก์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ๖.พระราชสุวรรณโสภณ (หลวงพ่อโกย) วัดพนัญเชิง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ๗.หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ๘.พระครูสันทัดธรรมคุณ (หลวงพ่อออด) วัดบ้านช้าง อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ๙.หลวงปู่สี วัดถ้ำเขาบุญนาค อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ พระเกจิอาจารย์แต่ละท่านได้เมตตาอนุญาตให้จัดสร้างขึ้นได้ ตามวัตถุประสงค์ เมื่อเหรียญได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว นายเรียนได้นำเหรียญของพระเกจิอาจารย์ที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ ไปให้แต่ละท่านปลุกเสกตามอัธยาศัย เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม หลังจากนั้น เหรียญทั้งหมด พร้อมกับพระผงรูปแบบต่างๆ เช่น พระปิดตา พระแก้วสามฤดู พระผงสามสมัย ฯลฯ ได้นำมาให้หลวงปู่ดู่ วัดสะแก ปลุกเสกเดี่ยวอีกครั้ง เป็นหนึ่งเดือนเต็มเช่นกัน และขั้นตอนสุดท้าย วัตถุมงคลรุ่นนี้ที่มีชื่อว่า “จตุรพิธพรชัย ได้นำเข้าสู่พิธีพุทธาภิเษก ณ วัดรัตนชัย (วัดสามจีน) จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี ๒๕๑๘ เล่ากันว่า หลังจากพิธีเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ได้มีนักเลงในพื้นที่กล่าวดูหมิ่นว่า จะขลังสักแค่ไหน ซึ่งหลวงพ่อกวยได้ขออนุญาตพระเกจิอาจารย์ในพิธี นำเหรียญของท่านออกมาชูขึ้นหน้าอุโบสถ แล้วบอกว่า “ใครจะลองบ้าง” คำถามดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดี โดยมีนักเลงคนหนึ่ง อาสานำไปยิงที่หลังอุโบสถ ปรากฏว่า เหรียญของหลวงพ่อกวยยิงไม่ออก นักเลงคนนั้นจึงได้นำเหรียญมาคืนหลวงพ่อกวย และกราบขอขมา ปัจจุบัน พระเกจิอาจารย์ที่หลวงปู่ดู่รับรอง ว่า เก่งจริง ได้มรณภาพไปหมดแล้ว ความเก่งจริงของพระเกจิอาจารย์เหล่านั้น ได้ปรากฏผลเป็นรูปธรรมชัดเจน ด้วยดัชนีของราคาค่านิยมที่วัดกันในตลาดพระเครื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหรียญหลวงปู่สี วัดถ้ำเขาบุญนาค และ เหรียญหลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม มีราคาค่อนข้างสูง และหายาก สำหรับท่านที่ไม่สามารถหาเหรียญหลวงปู่สี และเหรียญหลวงพ่อกวย รุ่นนี้ได้ ก็ไม่ต้องกังวลใจ เหรียญของหลวงพ่อท่านอื่นๆ ที่จัดสร้างขึ้นในคราวเดียวกันนี้ ก็สามารถอาราธนาแทนกันได้ ขอเพียงแต่ขอให้ท่านมีจิตใจที่มั่นคง และน้อมนำขอความเมตตาไปถึงพระเกจิอาจารย์ท่านนั้นๆ ก็เป็นอันใช้ได้เหมือนๆ กัน ทั้งนี้ก็เพราะว่า เป็นพระเกจิอาจารย์ที่หลวงปู่ดู่ ท่านได้แนะนำให้ อีกทั้งยังได้เมตตาปลุกเสกให้ด้วย จึงรับรองได้ว่า "ดีแท้แน่นอน" ที่มา ๐ สิทธิ ศิษย์กวง ๐ คมชัดลึก ขอบคุณเป็นอย่างสูงครับ :054:
เหรียญหลวงพ่อพระมหาโส กสฺสโป วัดคำแคนเหนือ(ป่าคีรีวัน)จ.ขอนแก่น หลวงปู่พระมหาโส กัสสโป พระอรหันต์กลางป่าบำเพ็ญสมณะกรรมฐานเป็นนิจ **หลวงปู่พระมหาโส กัสสโป นามสกุลเดิม ดีเลิศ เกิดเมื่อวันที่ วันจันทร์ ที่ 8 พ.ย.2458 เวลาตี 2 (ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 12 ปีเถาะ) ปัจจุบันสิริอายุ 94 ปี **สถานที่เกิด : เกิดที่ บ้านก่อ ต.หนองไข่นก อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี โยมบิดาชื่อ เคน โยมมาดาชื่อ ค้ำ มีอาชีพทำนา ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา 9 คน คือ 1.นางพิมพา 2.นางทุมมา 3.นางสีทา 4.นางสีดา 5.นางทองสา 6.หลวงปู่พระมหาโส กัสสโป 7.นายพรหมมา อดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านก่อ 8.นางวรรณา 9.นายสง่า ดีเลิส อดีตสหกรณ์อำเภอม่วงสามสิบ บรรพชา **ในปี พ.ศ.2477 เมื่อมีอายุ 19 ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรกับหลวงปู่อุปัฌชาย์อ่อน ที่วัดบ้านก่อ(บ้านเกิดท่าน) เป็นการบวชหน้าไฟให้โยมมารดาซึ่งถึงแก่กรรมลง ตั้งใจจะบวชเพียง 3 พรรษา แต่เมื่อได้ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ครบกำหนดแล้ว ก็ธรรมทำความรู้ในพระธรรมวินัยด้านปริยัติแตกฉาก จนสอบได้ นักธรรมตรี นักธรรมโท และนักธรรมเอก ติดต่อกันมาทุกปี จนทำให้มีศรัทธาบวชต่อ อุปสมบท **ถึงปี พ.ศ.2478 อายุครบ 20 ปี ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา โดยมีพระอุปัฌชาอ่อน เป็นพระอุปัฌชาย์ที่วัดบ้านเกิดนั่นเอง และได้จำพรรษาอยู่ที่นั่น ญัตติเป็นธรรมยุติ **ล่วงเข้าปี พ.ศ.2480 ท่านได้กราบลาพระอุปัฌชาย์อ่อนออกเดินทางติดตามพระอาจารย์มหาสีทน กาญจโน (ซึ่งเป็นญาติกันด้วย) โดยมีจุดหมายปลายทางที่ จ.อุดรธานี เมื่อเดินทางถึง จ.อุดรธานี หลวงปู่พระมหาสีทนได้นำท่านไปเปลี่ยนยัตติเป็นพระธรรมยุต ในวันที่ 17 ก.ค.2480 ณ วัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยมี ท่านเจ้าคุณพระเทพกวี (จูม พนฺธุโล) ต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระธรรมเจดีย์ เป็นพระอุปัฌชาย์ มีพระครูสาสนูปกรณ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประสาทคณานุกิจ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อยัตติแล้วได้จำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิสมภรณ์ เป็นมหาเปรียญ **หลวงปู่พระมหาโส เป็นพระผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยปฏิบัติตามคำสอนขององค์ศาสดามาโดยตลอด ท่านแสวงธรรมทั้งในด้าน ปฏิยัติ(แสวงหาความรู้) ปฏิบัติ(แสวงธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า) ปฏิเวธ(แสวงหาธรรมด้วยปัญญาของตนเองเพื่อแสวงหาวิโมกติสุข) ถึงเวลาต่อมาในพรรษาที่ 12 ท่านก็ได้แตกฉากบาลี จนสอบเปรียญธรรมสนามหลวงเป็น "พระมหา" ได้สำเร็จ และในปีเดียวกันก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสที่วัดศรีหมากหญ้า อ.เมือง จ.อุดรฯ ด้วย **แต่เป็นเจ้าอาวาสอยู่ได้เพียง 4 ปี หลวงปู่มหาโส ก็สละตำแหน่งเจ้าอาวาส และออกธุดงค์ต่อเพื่อแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า"พ้นจากวัฏสงสาร"อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาต่อไป ประวัติอื่นๆ **หลวงปู่พระมหาโส กัสสโป เป็นศิษย์สายธรรมหลวงปู่มั่น และเป็นศิษย์ผู้พี่ของหลวงปู่ผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขต (ผู้คนส่วนใหญ่จะคิดว่าท่านเป็นศิษย์หรือสหธรรมิกของหลวงปู่ผาง จิตตคุตโต แต่ที่จริงไม่ใช่เพราะถ้านับพรรษาหลวงปู่มหาโสพรรษามากกว่าหลวงปู่ผางถึง 20 ปี เพราะหลวงปู่ผางท่านอุปสมบทตอนอายุ 40 ปีครับ) ในขณะที่ผู้คนรู้จักชื่อเสียงของหลวงปู่ผาง หลวงปู่มหาโสยังคงธุดงธ์แสวงวิเวกอยู่ในป่าอยู่ **ท่านนับเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอีกรูปหนึ่งชึ่งผู้คนยังไม่ค่อยรู้จักท่านเท่าใด เพราะปฏิปทาท่านชอบบำเพ็ญหาความสงบทางจิตในป่ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นับตั้งแต่อายุ 70 ปี หลวงปู่พระมหาโสก็ไม่เคยออกจากวัดป่าคำแคนเหนือสู่งสังคมทางโลกอีกเลยจนถึงปัจจุบัน สมัยก่อนท่านธุดงค์บำเพ็ญเพียรที่หุบเขาต่างๆ เช่น ภูพาน ภูผาแดง ภูเม็งฯลฯ และตั้งสำนักสงฆ์ที่หุบเขาภูเม็ง แต่ด้วยอุบาสกอุบาสิกาที่ไปถือศีลเป็นไข้ป่า ต่อมาเมื่อท่านจึงตัดสินใจย้ายลงมาอยู่ที่เชิงเขาภูเม็งจนถึงปัจจุบันท่านก็ได้มาปักหลักสร้างวัดวัดป่าคีรีวันอรัญเขต (วัดป่าคำแคนเหนือ) ต.คำแคน อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น **หลวงปู่มหาโส กัสสโป แห่งวัดคำแคนเหนือ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ไม่เคยพบกับหลวงปู่มั่นโดยตรง แต่ก็มีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูม) วัดป่าโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี เป็นพระอาจารย์สอนกรรมฐาน และเป็นพระอุปัฌชาย์ผู้ญัติเป็นธรรมยุติให้หลวงปู่ด้วย และท่านก็ยังมีท่านพระอาจารย์มหาสีทน กาญจโน พระวิปัสสนากรรมฐานผู้เป็นเสาหลักใหญ่ของจังหวัดขอนแก่นในขณะนั้น คอยสอนกรรมฐานให้หลวงปู่มหาโส เมื่อครั้งพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม พาหมู่คณะพระกรรมฐานมาจำพรรษาเพื่อเผยแผ่ธรรมะในจังหวัดขอนแก่น ระยะประมาณ พ.ศ.2472 -2475 พระอาจารย์มหาสีทน ก็ได้ฝากหลวงปู่มหาโส และ หลวงปู่สิงห์ สุขปัญโญ (พระวิจิตรธรรมภาณี) อดีตเจ้าคณะ จ.อุบลฯ เป็นศิษย์พระอาจารย์สิงห์ด้วย **หลวงปู่มหาโส ขณะนี้อายุได้ 94 กว่าปีแล้ว นับเป็นพระเถราจารย์ชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดขอนแก่น มีพระฝากตัวเป็นศิษย์ผู้สืบทอดปฏิปทาจากท่านมากมาย เช่น หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก วัดป่าวิเวกธรรม จซ.ขอนแก่น , เจ้าคุณพระธรรมดิลก (หลวงพ่อสมาน สุเมโธ) เจ้าคณะภาค 9 ธรรมยุติ วัดป่าแสงอรุณ จ.ขอนแก่น , หลวงปู่เขี่ยม โสรโย อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าถ้ำขาม จ.สกลนคร , หลวงพ่อนงค์ ปคุโณ วัดอุดมคงคาคีรีเขต(หลวงปู่ผาง) จ.ขอนแก่น , หลวงปู่สมาน ถาวโร เจ้าคณะ อ.มัญจาคีรี(ธรรมยุต) วัดป่าโนนสำนัก จ.ขอนแก่น ฯลฯ หลวงปู่มหาโสชราภาพมาก ๆ แต่สุขภาพแข็งแรงดี ความจำดีอยู่ และท่านยังปฏิบัติศาสนกิจของท่านอยู่เสมอต้นเสมอปลาย ทั้งการอบรมธรรมะแก่พระเณร อุบาสก อุบาสิกา การพัฒนาวัด การต้อนรับศรัทธาญาติโยมที่มากราบเยี่ยมที่วัด ซึ่งมีมาไม่เคยขาดสายเลยแม้แต่วันเดียว ไม่ว่าจะอยู่ไกลขนาดไหนก็มา ด้วยบารมีแห่งแสงธรรมขององคืหลวงปู่เอง วัตถุมงคล **ที่จริงแล้วหลวงปู่ไม่เคยดำริให้สร้างวัตถุมงคลเลย แต่จะมีศิษยานุศิษย์ขออนุญาติจัดสร้างเพื่อหาทุนทรัพย์สร้างสาธารณะกุศล หลวงปู่ก็มีเมตตาให้จัดสร้างและอธิฐานจิตให้ โดยวัตถุมงคลที่หลวงปู่อธิฐานจิตให้ล้วนมีพุทธคุณวิเศษ มีประสบการณ์แก่ผู้บูชาทั้งสิ้น ขอขอบคุณ
เหรียญแปดเหลี่ยมเนื้อเงิน ปี 37 หลวงพ่อคง วัดเขาสมโภชน์ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี