พระเนื้อดินทรงปลา หลวงพ่อฤษีลิงดำ วัดท่าซุง อุทัยธานี ๒๕๐๕ หลวงพ่อฤษีลิงดำ วัดท่าซุง ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ท่านจึงสร้างพระทรงสัตว์พาหนะรูปแบบที่คล้ายๆกับหลวงพ่อปาน สร้างประมาณปี ๒๕๐๕ มีการอุดผงยันต์เกราะเพชรด้านบน สร้างทั้งหมด ๖ แบบคือทรงไก่, เม่น, ปลา, นก, หนุมาน, ครุฑ วิชาผงยันต์เกราะเพชร ยันต์เกราะเพชร เป็นตำราวิเศษพระร่วงเจ้าจากสุโขทัยและได้นิมิตจากป่าช้าท้ายวัดนั้น หลวงพ่อปาน โสนันโท ท่านได้ลบผงยันต์เกราะเพชรมาบรรจุในองค์พระ เนื้อดินเผาด้านบน นำยันต์เกราะเพชรพิมพ์เป็นผ้ายันต์ กระดาษยันต์ เพื่อให้นำไปบูชาเพื่อรักษาตนให้แคล้วคลาดอันตราย เมื่อหลวงพ่อปานท่านได้มรณภาพ วิชาเป่ายันต์เกราะได้มีเกจิอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ ที่ได้เล่าเรียนและสืบทอดวิชาเป่ายันต์เกราะเพชร ได้นำออกมาแพร่หลายและสร้างเป็นเครื่องมงคลมาจนถึงปัจจุบันเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง โบราณท่านรับรองว่าใครรับยันต์เกราะเพชรแล้ว ๑. ไม่ตายโหง ๒. จะไม่ถูก คุณผี คุณคน จะป้องกัน สรรพอันตราย ที่บุคลทั้งหลายทำด้วยวิชาการต่างๆ ๓. จะไม่ตายด้วยพิษของสัตว์มีพิษ ท่านใดที่ได้รับยันต์ไปแล้ว ถ้าบูชาไว้ด้วยดี ถ้าบุคคลใดก็ตามจะกลั่นแกล้ง บุคคลที่ได้ รับยันต์ไปแล้ว ท่านไม่ให้โกรธตอบให้ทำเฉยๆไว้ แล้วบุคคลนั้น จะได้รับผลกรรมที่ทำ เองโดนเฉพาะ หมายความว่า เราไม่ต้องตอบโต้อะไร เมื่อเขาได้แกล้งเราด้วยวิธีใด ก็วิธีนั้นๆ แหละจะ ลงโทษเขาเอง ถ้าเขาจะทำให้เราลำบากเขาก็จะลำบาดเอง อันนี้เป็นวิธีการอันดับหนึ่ง ที่ไม่ใช่ทำให้เขาลำบาก ถ้าเขาทำผลใดผงนั้นเขาพึงจะได้รับไปเอง เราไม่บาป แต่มีเงื่อนไข คือ ๑. ห้ามดื่มสุราเมรัยเว้นไว้แต่เป็นกระสายยา ๒. ห้ามทุจริตโดยลักขโมย ฉ้อโกง เป็นต้น ถ้าใคร ประพฤติปฏิบัติ ในศีล ๒ ข้อ ประการนี้ได้ ยันต์เกราะเพชร จะคุ้มครอง บุคลผู้นั้น ถ้ารักษาศีลไม่ได้ ยันต์เกราะเพชรจะไม่คุ้มตรองป้องกัน อันนี้เป็นจริง วิธีเป่า ยันต์เกราะเพชรของหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปาน โสนันโท แห่งวัดบางนมโค อ. เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระเถระผู้มากด้วยบารมีทั้งอภิญญาและด้านพลังจิต ด้านการรักษาโรค ท่านเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่สุ่น วัดบางปลาหมอ และหลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสคันธ์ และเป็นศิษย์ร่วมอุปัชฌาย์กับหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก มีอาวุโสอ่อนกว่าหลวงพ่อจงหนึ่งพรรษา ท่านเรียกหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอกว่าหลวงพี่เสมอมา หลวงพ่อปานท่านได้ตำราวิเศษจากพระร่วงเจ้าจากสุโขทัยและได้นิมิตจากป่าช้าท้ายวัดบางนมโคให้สร้างพระประทับนั่งอยู่เหนือสัตว์พาหนะหกอย่าง อันได้แก่ นก ครุฑ เม่น ไก่ ปลา และหนุมาน ท่านยังได้ตำราเกราะเพชรอันเป็นการชักยันต์พระอิติปิโสบทแรกเต็มบทเดินทแยงไปมาเป็นตาหมากรุกจนครบการเดินยันต์ พระอิติปิโสบทต้นเป็นยันต์ทะแยงคล้ายกับเกราะนี้ ตำราพระร่วงเจ้าเรียกว่า ชักยันต์เกราะเพชร อานุภาพของยันต์เกราะเพชร มีดังนี้ ก. เขียนลงบนกระดาษหรือผ้าเอาติดตัวไปเข้ารณรงค์สงคราม แม้มีลูกปืนยิงมาเป็นห่าฝนก็ไม่สามารถต้องร่างกาย แม้ถูกก็ไม่เข้า ข. เขียนบนกระดานชนวนแล้วลบผงมาใช้ จะแก้โรคได้สารพัดเป็นมหานิยม มหาอำนาจ คงกระพัน เป็นที่เกรงขามของภูตผีปีศาจทั้งปวง ค. เป่าให้ติดกระหม่อมของผู้คน จะเกิดความคงกระพันและเมตตามหานิยมไปจนถึงแคล้วคลาด และถ้าเป็นลูกชายตนโตออกมาเป็นผู้ชายยันต์นั้นจะติดไปจนปรากฏอยู่ในกระหม่อมเมื่อแรกเกิด หลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ลบผงยันต์เการะเพชรนำลงบรรจุในองค์พระเนื้อดินเผาด้านบน โดยผสมกับซีเมนต์อุดไว้ในรูที่เจาะไว้เพื่อเพิ่มพลังให้แก่องค์พระ ท่านกล่าวไว้ว่า พระนี้ปกติแล้วก็มีอานุภาพเหมือพระเครื่องทั่วไป แต่เสริมด้วยยันต์เกราะเพชรแล้วจะยิ่งมรอำนาจทางรักษาโรคและไล่ภูตผีปีศาจ ท่านได้นำยันต์เกราะเพชรพิมพ์ผ้ายันต์ กระดาษยันต์ และประทับไว้เหนือศีรษะของท่านในภาพทุกชุดไป นอกจากนี้หลวงพ่อท่านได้เป่ายันต์เกราะเพชรใส่ในกระหม่อมของคนทั่วไปเป็นคราวๆ ไป เรียกว่า เป่ายันต์เกระเพชร ท่านได้กล่าวว่าเกราะเพชรเป็นของสูงมีเทวดารักษา ไปหนใดเทวดาเห็นยันต์นี้เข้าก็รู้ได้ทันทีว่าในการสร้างยันต์นี้ได้มีการชุมนุมเทวดาและเทวดาทุกชั้นฟ้าก็มาร่วมรับรู้ จึงได้รับการรักษาให้แคล้วคลาดอันตรายต่อเนื่องกันไปทุกหนแห่ง
เต่าหลวงปู่หลิว วัดไทรทองพัฒนา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี รุ่น "รวยทรัพย์" เนื้อทองแดง ปี 38 พร้อมกล่อง สภาพสวยเดิมๆ ในพื้นที่ให้เช่าพันกว่าแล้ววว รับประกันแท้ตามกฎ (036)
หลวงปู่ดู่ วัดสะแก พิมพ์สมเด็จ จังหวัดอยุธยา ผู้ชนะการประมูลต้องการบัตรส่งพระออกบัตรเองครับ ขอบคุณครับ
รับประกันพระแท้ และความพอใจ รบกวนโอนตามกำหนดเวลา โอนแล้วรบกวน แจ้งในกล่องข้อความเพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบนะครับ
เวปประมูลก็ต้องเคาะประมูล ชิมิๆ เคาะกันวันละนิดจิตแจ่มใส พี่ๆแต่ละท่านก็มี ((( สไตล์ ))) ที่แตกต่างกัน อย่าว่างั้นงี้เลย ปอดกับหัวใจนู๋ไม่ค่อยแข็งแรง " พี่ๆคงไม่ปล่อยให้นู๋เร้าใจอยู่คนเดียวนะคร๊าบบบ " พี่ๆแวะชมดูแล้วล็อคอินกันรึยังจ๊ะ วันนี้เปิด พรุ่งนี้ปิด ??? ลับแป้นรอกันเร้ยยย..ไม่เก็บวันนี้วันหน้าจะไม่มีให้เก็บนะจ๊ะ หลวงปู่ทวด หลวงพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง จ.ระยอง สูง 2.50 ซ.ม. ((( ปี2505 ))) เก่าตามสภาพ ...คลาสสิคสุดๆ ควรค่าแก่การบูชา น่าสะสมจังเลยคร๊าบ... มีข้อมูลดี ดี บางช่วงบางตอน พี่ๆแวะมาศึกษาร่วมกัน อ่านกันเพลินๆนะคร๊าบ เครดิต http://www.web-pra.com/Shop/songkwae/Show/1139066 ขอบคุณคร๊าบ สร้างและปลุกเสกโดย หลวงปู่ทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง อ.บ้านค่าย จ.ระยอง สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2505 โดยอาจารย์ปถม อาจสาคร เป็นผู้แนะนำ การตำ คลุกเค้าผงและกดพิมพ์พระพุทธคุณ อานุภาพสุดยอดด้านเสน่ห์เมตตามหานิยมคงกระพัน แคล้วคลาดและโชคลาภค้าขาย มวลสารส่วนผสม 1.ผงวิเศษเก่าของหลวงปู่ทาบ 2.สีผึ้งเขียวของหลวงปู่ทาบ 3.ผงปถมัง ผงอิทธิเจ ของอาจารย์ปถม อาจสาคร 4.ผงถ่านคัมภีร์ใบลานโบราณเก่าของหลวงปู่ทาบ 5.ผงวิเศษของหลวงพ่อบุญมี วัดโพธิสัมพันธ์ อ.ศรีราชา ชลบุรี 6.ผงดินมงคลของหลวงปู่ทาบ 7.ผงโยคีฮาเล็บ วัดสารนาถ อ.แกลง พิธีปลุกเสก ครั้งที่ 1 หลวงปู่ทาบปลุกเสกเดี่ยว 1 พรรษาเต็ม ครั้งที่ 2 รายนามพระเกจิอาจารย์ที่นั่งปรกปลุกเสก ณ วัดกระบกขึ้นผึ้ง - หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ รับนิมนต์เป็นประธานพิธี - หลวงพ่อหอม วัดซากหมาก - หลวงพ่อเย็น วัดบ้านแลง - หลวงพ่อลัด วัดหนองกระบอก พระเกจิอาจารย์ได้เข้าสมาธินั่งปรกปลุกเสกตั้งแต่ 18.00 น. ถึงประมาณ 02.00 น. ของวันใหม่ โดยเฉพาะเป็นครั้งแรกที่หลวงปู่ทิม อิสริโก รับนิมนต์มาปลุกเสกนอกวัด ละหารไร่ หลวงปู่ทาบเป็นสหธรรมิกและศิษย์อาจารย์เดียวกันกับหลวงปู่ทิม ท่านได้สร้างพระเครื่องมากมายหลายพิมพ์ และจะนิมนต์หลวงปู่ทิมมาปลุกเสกทุกครั้ง พุทธคุณอานุภาพสุดยอดด้านเสน่ห์เมตตามหานิยม คงกระพัน แคล้วคลาดและโชคลาภค้าขาย หลวงปู่ทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง อ.บ้านค่าย จ.ระยอง สหธรรมมิก ของ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ท่านคือ ๑ ในพระเกจิ อาจารย์ชื่อดังของเมืองระยองในอดีต ท่านโด่งดังมากๆ ในเรื่อง สีผึ้งเขียว สุดยอดเสน่ห์ เมตตามหานิยม ของท่าน ผู้ใดมีครอบครองต่างหวงแหนสุดๆ วัตถุ มงคลของท่าน ที่ได้อนุญาตให้จัดสร้าง และ ปลุกเสก นั้นมีมากมาย หลายสิบพิมพ์ แต่คนทั่วไปจะรู้จักกันเพียงไม่กี่พิมพ์ โดยเฉพาะ พิมพ์พระปิดตา, พระพิมพ์นางกวัก, พระพิมพ์สมเด็จ แขนกางนักเลงโต และ พระพิมพ์นางพญา ที่ หลวงปู่ทิม ร่วมปลุกเสก พระของหลวงปู่ทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง ทุกครั้งที่ท่านสร้างพระเครื่อง หลวงปู่ทาบท่านก็จะ นิมนต์หลวงปู่ทิมมาช่วยเพิ่มพลังจิตปลุกเสกทุกครั้ง จนอาจารย์ปถม อดีตสหกรณ์ จ.ระยอง ถึงกับพูดว่า ถ้าพระเครื่องหลวงปู่ทาบแล้ว ต้องถือว่าเป็นพระเครื่องหลวงปู่ทิมด้วย เพราะ หลวงปู่ทิมมาปลุกเสกให้ทุกครั้ง โดยเฉพาะหลวงปู่ทิมท่านเมตตาปลุกเสกรวดเดียว 8 ชั่วโมงโดยไม่หยุดพักตั้งแต่เวลา 6 โมงเย็นจนถึงตี 2 ของวันใหม่ (โดยปกติจะลั่นฆ้องทุก 2 ชั่วโมงเพื่อให้พระคุณเจ้าออกจากสมาธิเพื่อฉันน้ำชา พักผ่อนอริยาบถ) (เพื่อความอุ่นใจ..พี่ๆลองเช็คราคานอกเวปดูก่อนเข้าร่วมประมูลนะคร๊าบบบ ^_^) หมายเหตุ ทุกข้อสงสัยล้วนมีคำตอบ สงสัยเรื่องใดเมล์ถามข้อมูลได้เลยคร๊าบบบ พี่ๆ ชาวดี ดี..... *** จัดส่งพระตามรูป รับประกันตามกฎเวป *** ผู้ชนะการประมูลโอนเงินแล้วรบกวนฝากข้อความในกล่องข้อความหรือโทร.แจ้งก็ได้นะครับ เพื่อความรวดเร็วในการจัดส่ง จัดส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน ปลอดภัย ไร้กังวล คร๊าบ... ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะเยี่ยมชมหรือเข้าร่วมการประมูล ขอบพระคุณคร๊าบบบ ^_^
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ พิมพ์ทรงไก่ เนื้อดิน วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี พระสวย ***** พระสวย มีบัตร *****
เหรียญ พระฤกษ์ พระราชทานสร้างพระอุโบสถ วัดนางพญา อ.เมือง จ.พิษณุโลก ออกจากวัดปี ๒๕๑๒ และปลุกเสกใหญ่อีกครั้ง ปี ๒๕๑๔ ด้านหลังมีจาฤกว่า " พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรราธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทรธาธิราช บรมนาถบพิธ พระราชทาน พระฤกษ์สร้างอุโบสถ วัดนางพญา อ.เมือง จ.พิษณุโลก ณ วันพุทธ ที่ ๒๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๒ เวลา ๙ นาฬิกา ๑๒ นาที เป็นปฐมฤกษ์ ลัคนาสถิตราศีมีน " เหรียญพระฤกษ์พระราชทานสร้างพระอุโบสถ วัดนางพญา อ.เมือง จ.พิษณุโลก ๒๕๑๒ ทำพิธีจัดสร้างโดย วัดนางพญา จ.พิษณุโลก สมัย พระอาจารย์ถนอม เขมจาโร และพระครูบวรชินวัฒน์ โดยมี สมเด็จพระวันรัต (ปุน ปุณณสิริ) ซึ่งต่อมาได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่17แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และทรงจุดเทียนชัย พระอาจารย์ไสว สุมโน เป็นเจ้าพิธี พระครูวามเทพมุนี เป็นประธานฝ่ายพราหมณาจารย์ และพลโทสำราญ แพทยกุล แม่ทัพภาคที่3 เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ทำพิธีดับเทียนชัย วัตถุประสงค์ เพื่อจัดหาจตุปัจจัยในการสร้างพระอุโบสถวัดนางพญา โดยเริ่มดำเนินการเมื่อวันพุธที่ 29 มกราคม 2512 เวลา 9 นาฬิกา 12 นาที เป็นปฐมฤกษ์ตามพระฤกษ์สร้างพระอุโบสถที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวฯ และได้ประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกมหาจักรพรรดิ์ตราธิราชตามจารีตประเพณีโบราณา จารย์ เมื่อวันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2514 ในวิหารวัดนางพญา จ.พิษณุโลก พิธีนี้เป็นอภิมหาพิธีพุทธาภิเษกที่ยิ่งใหญ่มากในยุคนั้น โดยนิมนต์ยอดเกจิอาจารย์จากทั่วประเทศ 108 รูป มาร่วมพิธีมหาพุทธาภิเศกอาทิเช่น หลวงปู่โต๊ะ หลวงพ่อแพวัดพิกุลทอง หลวงพ่อทบขนแดน หลวงพ่อเกษมเขมโก หลวงปู่แหวนดอยแม่ปั๋ง หลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอม หลวงพ่อขอมวัดไผ่โรงวัว หลวงพ่อโอตวัดจันแสน สุดยอดเกจิในยุคนั้น เป็นอีกหนึ่งของดีเมืองพิษณุโลกที่มิควรมองข้ามเด็ดขาดครับ
เหรียญพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร ปี 2518
“วัดราชประดิษฐ์สถิตธรรมยุติการาม” เรียกสั้นๆว่าวัดราชประดิษฐ์ฯ เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 4 และเป็นพระอารามแห่งแรกของคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติ ซึ่งรัชกาลที่4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ภายในวัดมีศิลปะในยุครัตนโกสินทร์งดงามตระการตาให้ชมมากมาย มีจิตรกรรมฝาผนังภาพการชมสุริยุปราคาในสมัยรัชกาลที่4 และเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธสิหิงค์ด้วยเมื่อสร้างวัดราชประดิษฐ์ ฯ เสร็จเมื่อปี พ.ศ.2408 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้โปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระสาสนโสภณ จากวัดบวรนิเวศฯ มาครองวัดราชประดิษฐ์ฯ เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ซึ่งต่อมาภายหลังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ทรงดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม เมื่อปีพ.ศ.2436 ถึงปีพ.ศ.2442 รวม 6 พรรษา ประวัติของสมเด็จพระสังฆราช(สา ปุสฺสเทโว) เมื่อย้อนไปเมื่อพระชนมายุได้ 18 ปี ทรงแปลพระปริยัติธรรม 9 ประโยค ได้เป็นเปรียญเอกตั้งแต่ยังทรงเป็นสามเณร นับเป็นสามเณรองค์แรกที่ได้เป็นเปรียญ 9 ประโยคในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาได้ลาสิกขาไปเป็นฆราวาสอยู่พักหนึ่ง และเมื่อพระชนมายุได้ 38 ปี ได้กลับมาอุปสมบทใหม่ ว่ากันว่า ได้ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมอีกครั้งหนึ่ง และทรงแปลได้หมดทั้ง 9 ประโยค จึงมีผู้กล่าวถึงพระองค์ด้วยสมญานามว่า "สังฆราช 18 ประโยค"(โสฬส) ในปีพ.ศ.2515 เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ศิษย์ยานุศิษย์ในการฉลองวัดครบรอบ 108 ปี ทางวัดได้จัดสร้างวัตถุมงคล พระกริ่งโสฬส, เหรียญพระนิรันตรายแบบพัดยศและแบบเสมา ได้มีการจัดพุทธาภิเษก ในพระอุโบสถวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน พระกริ่งโสฬสเป็นพระกริ่งที่ฉีดชักกริ่งในตัว เนื้อทองเหลือง และรมดำ (บางองค์ก็ไม่มีเสียงกริ่ง) ชนวนที่นำมาหลอมฉีดพระกริ่ง และเหรียญ ได้นำมาจากคณาจารย์ ชื่อดังทั่วทั้ง ๔ ภาคของประเทศไทย ในการหลอมยันต์ในครั้งนี้ใช้เวลาในการหลอมเป็นเวลานานมาก เพราะยันต์ของคณาจารย์บางท่านกว่าจะหลอมละลายได้ ต้องใช้เวลานานพอสมควร ตามธรรมดาแล้ว แผ่นทองเหลือง, แผ่นทองแดง เมื่อใส่ลงในเบ้าหลอมแล้วก็จะละลายโดยง่ายดาย แต่ยันต์ที่นำมาหลอมทำพระกริ่ง และเหรียญพระนิรันตรายนั้นหลอมละลายได้ยากมาก รูปแบบของพระกริ่งโสฬส เป็นพระกริ่งฉีดวรรณะ เนื้อทองเหลืองรมดำ ถอดแบบมาจากพระกริ่งสายวัดสุทัศน์ ด้านหลังมีพระนามย่อของรัชกาลที่ 4 มปร. เนื้อเหลืองกะหลั่ยทอง แจกกรรมการ สร้าง 3000องค์ ทองแดงรมดำ จำนวนสร้าง 50,000 องค์ ตั้งแต่วันที่ 16-24 พฤศจิกายน 2515 โดยได้นำชนวนมาจาก การเททองหล่อพระนิรันตรายรุ่นแรก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเททองในการครั้งนี้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้เมตตามาเป็นประธานในการจุดเทียนชัย และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสุหร่ายวัตถุมงคล รวมพระเกจิ 108 รูป อาทิ 1...พระราชสุทธาจารย์ (หลวงพ่อโชติ ระลึกชาติ) เป็นประธาน 2...หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ 3..หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่ 4...หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงฆ์บุรี 5…หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม 6…หลวงพ่อหลิว วัดไร่แตงทอง จ.นครปฐม 7… หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี จ.สมุทรสาคร 8..หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช จ.อยุธยา 9…หลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า จ.ระยอง 10… หลวงพ่อรวย วัดตะโก จ.อยุธยา 11…หลวงพ่อประสิทธิ์ วัดไทรน้อย จ.นนทบุรี 12… หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา 13..หลวงปู่ศรีจันทร์ วัดเลยหลง จ.เลย 14.. พระอาจารย์วัน อุตฺตโม วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม, จ.สกลนคร 15…หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่, จ.ระยอง 16…หลวงปู่ขาว วัดถ้ำกลองเพล, จ.อุดรธานี 17… หลวงปู่เทสก์ วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย 18…หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ จ.สุพรรณบุรี 19..หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์ จ.สุพรรณบุรี 20..หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง จนนทบุรี 21..หลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ฯลฯ (ปกติแล้วหลวงปู่ทิมจะไม่ออกจากวัดละหารไร่ไปร่วมพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลที่อื่น ๆ โดยเด็ดขาด จึงนับว่าพิธีในครั้งนี้เป็นกรณีที่พิเศษจริง ๆ โดยมีภาพถ่ายยืนยัน) นอกจากนี้ยังมีพระคณาจารย์สายวิปัสสนาทั้ง ๔ ภาคร่วมนั่งอธิษฐานจิตปลุกเสกเป็นเวลา ๙ วัน ๙ คืน นับว่าเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่หาได้ไม่ง่ายนักในสมัย ๓๕ ปีที่ผ่านมา (พระคณาจารย์ที่ร่วมปลุกเสกส่วนมากจะมรณภาพเกือบทุกรูปแล้ว) รูปแบบของพระกริ่งนั้น ด้านหน้าเป็นฐานกลีบบัว ด้านหลังประดิษฐานพระปรมาภิไธยย่อ “ม.ป.ร” รูปแบบเหรียญพระนิรันตรายแบบเสมาด้านหน้าเป็นรูปพระนิรัตราย ด้านหลังมีตราประจำวัด (ตราพระราชลัญจกรของรัชกาลที่ ๔) และประดิษฐานพระปรมาภิไธยย่อ “ม.ป.ร” ซึ่งเป็นพระนามย่อของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๔ กล่าวได้ว่าพระกริ่งโสรสรุ่นนี้เป็นสิ่งล้ำค่าหาได้ยาก ผู้ใดมีไว้บูชาจะเป็นศิริมงคลอย่างยิ่ง หลวงปู่โต๊ะฯ ท่านได้เคยกล่าวกับลูกศิษย์ใกล้ชิดว่า พระกริ่งรุ่นนี้ดีมาก ใช้แทนวัดสุทัศน์ พ.ศ.ลึกๆ ได้เลย ..ฯลฯ...
พระพุทธรูปพระพุทธชินราชจำลอง พระกริ่งพระพุทธชินราช ภ.ป.ร.และเหรียญทรงผนวช ปี 2517กองทัพภาคที่ 3 วัตถุมงคลชุดนี้เป็นวัตถุมงคลที่มีอายุการสร้างกว่า 40 ปี ที่ถึงพร้อมด้วย พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณและพระมหากษัตริยาธิคุณ ครบถ้วนทุกด้านเพราะ มูลเหตุแห่งการสร้าง ดีเยี่ยมคือ สร้างเพื่อนำรายได้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทั้ง ทหาร ตำรวจ และ อาสาสมัคร ที่ปฏิบัติหน้าที่ทำการปราบปราม ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งหลายครั้ง เจ้าหน้าที่ ดังกล่าวได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกันซึ่งหน้าและหลายรายที่ โชคร้าย ต้อง ทุพพลภาพ และ เสียชีวิตสร้างความเดือดร้อนให้กับ ครอบครัว ของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ยิ่ง และแม้ว่าหน่วยงานราชการต้นสังกัดจะให้ ความช่วยเหลือ อย่างเต็มที่แต่ก็เป็นการช่วยเหลือในภายหลังซึ่งใช้เวลาที่ค่อนข้างนานจึงควรหา ทุนสักก้อน ไว้เป็นกองทุนสำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างทันท่วงทีที่เกิดเหตุ ดังนั้น พลเอกสำราญ แพทยกุล สมัยที่ยังครองยศ พลโท และดำรงตำแหน่ง แม่ทัพกองทัพภาคที่ 3 จึงดำเนินการหาทุนด้วยการจัดสร้าง วัตถุมงคล ในรูปแบบ พระพุทธชินราช เพราะเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาต่อพุทธศาสนิกชนเพื่อเป็นการหาทุนโดยขอพระบรมราชานุญาต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช อัญเชิญพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ประดิษฐานไว้ที่ผ้าทิพย์ของพระพุทธรูปที่จัดสร้างและ พระบรมฉายาลักษณ์ขณะทรงผนวช เพื่อเป็นแบบการจัดสร้างเหรียญอีกทั้งได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารกรุงเทพ สาขาพิษณุโลก เสนอแนะให้เปิดบัญชีในนามของ มูลนิธิพระบารมีปกเกล้า เพื่อป้องกัน คำครหา จากการดำเนินงานส่วนการจัดสร้างก็ใช้หน่วยงาน ราชการ เป็นผู้รับไปดำเนินการคือ เหรียญทุกประเภท และ โลหะที่นำมาจัดสร้าง มอบให้ กองกษาปณ์กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ดำเนินการทางด้าน พระพุทธรูป มอบให้ ดร.จ.ส.อ. ทวี บูรณเขตต์ ซึ่งขณะนั้นรับราชการ ฝ่ายการแผนที่กองทัพภาคที่ 3 รับไปดำเนินการส่วน พระกริ่ง มอบให้ นายสมศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างพระกริ่งในยุคนั้นเป็นผู้ดำเนินการจากนั้นยังได้รับเมตตาจาก พระเกจิอาจารย์ ผู้ทรงวิทยาคุณจากทั่วประเทศในยุคนั้น จารอักขระแผ่นโลหะ และร่วมพิธี พุทธาภิเษก ที่จัดขึ้นถึง 2 ครั้ง จึงถือเป็น ประวัติศาสตร์ ที่ควรแก่การันทึกไว้เป็นอนุสรณ์เพราะการจดสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้ สมเด็จพระสังฆราช 2 พระองค์ ทรงเมตตาเป็นประธานในพิธีพุทธาภิเษกโดย ครั้งแรก พิธีพุทธาภิเษก แผ่นโลหะ ที่สมเด็จพระสังฆราข วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเป็นประธานในพิธีและหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯทรงประกอบพิธีเททอง ณ วัดสุทัศน์เทพวราราม แล้วจึงมีพิธีพุทธาภิเษก องค์พระที่หล่อเสร็จโดยสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามเป็นองค์ประธานในพิธี ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งด้วยเจตนาอันเป็นกุศลที่แท้จริงปรากฎว่าประชาชนต่างให้ความสนใจ ด้วยการร่วมสร้างกุศลด้วยการบูชาวัตถุมงคลรุ่นนี้ทำให้มีเงินจัดตั้งเป็น มูลนิธี ดังกล่าวข้างต้น 20 ล้านบาท ที่ต่อมาต้องเปลี่ยนชื่อเป็น มูลนิธิเย็นศิระเพราะพระบริบาล โดยนำดอกผลช่วยเหลือ ทหาร ตำรวจ อาสาสมัครของ กองทัพภาคที่ 3 มาโดยตลอดจึงนับว่าเป็นการสร้างวัตถุมงคลที่ เจตนาบริสุทธิ์ และ ยอดเยี่ยม โดยแท้จริงเพราะ พิธีสร้าง และ พิธีเททอง พร้อม พิธีพุทธาภิเษก มีการดำเนินงานอย่างเป็นขั้นตอนและคณะกรรมการได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงประกอบพิธีเททองหล่อวัตถุมงคลทั้งหมดเป็น ปฐมมหามงคลฤกษ์ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 เวลา 16.49 น. โดยบันทึกการจัดสร้างได้บันทึกไว้ว่า ขณะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงประกอบพิธีเททอง ณ บริเวณมณฑลพิธีด้านข้างพระอุโบสถ อากาศก็ร่มเย็นแจ่มใสให้ผู้ไปร่วมพิธีและพสกนิกรที่ไปเข้าเฝ้าครั้งนั้น เย็นสบายโดยทั่วกัน แต่ขณะเดียวกันกลับปรากฎเหตุ ท้องฟ้าทางภาคเหนือ (ตรงจุดที่ตั้งกองทัพภาคที่ 3) เกิดมี ฟ้าแลบฟ้าร้อง ดังสนั่นหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลา กระทั่งพิธีเททองเสร็จสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ กลับแล้ว ฟ้าแลบฟ้าร้อง จึงสงบลงและพอถึงเวลา 17.55 น. พระวิสุทธิวงศาจารย์ (เสงี่ยม จันทสิริ มหาเถระ) เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ฯ ในขณะนั้น (ภายหลังได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จ พระราชาคณะที่สมเด็จพระพุฒาจารย์) ดับเทียนชัยพิธีพุทธาภิเษกแล้ว ยังได้มอบเงิน 5,000 บาท เพื่อสมทบทุนมูลนิธิ เย็นศิระเพราะพระบริบาล อีกด้วยพร้อมๆ กับ สายฝน ได้ตกลงมาอย่างหนักจนน้ำนองรอบๆ ระเบียบพระอุโบสถทั้งๆ ที่บริเวณอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง วัดสุทัศน์ฯ กลับมีฝนตกเพียงประปรายเท่านั้น นับเป็นเหตุการณ์ที่ ประหลาดอัศจรรย์ แก่ผู้ไปร่วมพิธีโดยทั่วหน้ากัน ซึ่ง วัตถุมงคล ที่จัดสร้างทั้งหมดประกอบด้วย พระพุทธรูปพระพุทธชินราชจำลอง พระกริ่งพระพุทธชินราช ภ.ป.ร. เหรียญพระพุทธชินราช ภ.ป.ร. เหรียญทรงผนวช เหรียญสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เหรียญสมเด็จพระเอกาทศรถ รูปเหมือนเต็มองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ สมเด็จพระเอกาทศรถ และการจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้นั้นก็ใช้ระยะเวลาที่ยาวนานคือ ต้องนำ วัตถุมงคล ทั้งหมดไปทำการตกแต่งเพื่อความสวยงาน ร่วม 1 ปี จึงแล้วเสร็จจากนั้น พลโท สำราญ แพทยกุล แมทัพกองทัพภาคที่ 3 จึงได้อัญเชิญไปประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ พระวิหารหลวง พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม ทรงประกอบพิธีจุดเทียนชัยมหาพุทธาภิเษกและมี พระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณ ร่วมพิธีพุทธาภิเษาจำนวน 45 รูป อาทิ พระภาวนาโกศลเถระ วัดปากน้ำภาษีเจริญ พระโพธิวรคุณ (ไพฑูรย์) วัดโพธิ์นิมิต พระราชมุนี (มหาบุญโฮม) วัดปทุมวนาราม พระสังวรวิมลเถระ (หลวงปู่โต๊ะ) วัดประดู่ฉิมพลี พระครูพิพิธวิหารการ (หลวงพ่อเทียม) วัดกษัตราธิราช พระครูรักขิตวันมุนี (หลวงพ่อถิร) วัดป่าเลไลยก์ พระครูญาณวิจักษ์ (พระอาจารย์ผ่อง จินดา) วัดจักรวรรดิราชาวาส พระครูนนทกิจวิมล (หลวงพ่อชื่น) วัดตำหนักเหนือ พระครูกิตตินนทคุณ (หลวงพ่อกี๋) วัดหูช้าง พระครูโกวิทสมุทรคุณ (หลวงพ่อเนื่อง) วัดจุฬามณี พระครูสุตาธิการี (หลวงพ่อทองอยู่) วัดใหม่หนองพะอง ฯลฯ ทางด้าน โลหะ ที่นำมาสร้างวัตถุมงคลครั้งนั้นประกอบด้วย แผ่นทองแดงและแผ่นทองเหลืองลงอักขระยันต์ โดยพระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณในยุคนั้นทั่วประเทศ 108 รูป ซึ่งแต่ละรูปก็ทำการลงอักขระยันต์ตาม ความถนัดของแต่ละท่าน แล้วจึงอธิษฐานจิตและภาวนาปลุกเสกเพิ่มเติมใน วันเสาร์ 5 ซึ่งปีนั้นตรงกับ วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2516 เพื่อนำมาหล่อหลอมกับ ทองคำ นาก เงิน ทองเหลือง ทองแดง ที่คณะกรรมการจัดสร้างเตรียมไว้ จากนั้น ยังจัดทำพิธีปลุกเสกเพิ่มความเข้มขลังตามวัดต่างๆ ใน กรุงเทพมหานคร อีกถึง 4 วัด ดังนี้ 1) วัดบวรนิเวศวิหาร 2) วัดสุทัศนเทพวราราม 3) วัดไตรมิตรวิทยาราม 4) วัดราชนัดดาราม นอกจากนี้ยังมี ชนวนโลหะ จากพิธีสำคัญๆ เช่น พิธีสร้างพระบรมรูป สมเด็จพระเอกาทศรถ ที่กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้าง ชนวนโลหะหล่อพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 สำหรับประดิษฐานภายในบริเวณ พระวิหารพระศรีศากยมุณีวัดสุทัศน์ และชนวนโลหะ พระกริ่งพระชัยวัฒน์ อ.ป.ร. และทองชนวน เหรียญพระศรีศากยมุณี อ.ป.ร. ของมูลนิธี อัฎฐมราชานุสรณ์ ที่วัดสุทัศน์ดำเนินการจัดสร้าง ชนวนโลหะหล่อ พระกริ่ง รุ่นเก่าๆ ของวัดสุทัศน์ โดยคณะกรรมการนำชนวนโลหะทั้งหมดหล่อหลอมเป็นเนื้อเดียวกันสร้างเป็นวัตถุมงคลตั้งแต่ รายการที่ 1-6 และนำเข้าพิธีพุทธาภิเษกและมังคลาภิเษกอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ ณ พระอุโบสถวัดสุทัศน์ฯ ระหว่างวันที่ 22-24 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 จึงมั่นใจได้ว่าวัตถุมงคลที่จัดสร้างโดย กองทัพภาคที่ 3 ชุดนี้มีความเข้มขลังยิ่งเพราะนอกจากมีการจัดพิธีสร้างเป็นไปตาม โบราณประเพณี ทุกประการแล้ว ยังอัญเชิญ ตราสัญลักษณ์พระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ประดิษฐานที่ฐานผ้าทิพย์ พระพุทธชินราชจำลอง และ พระกริ่ง เพื่อความเป็นสิริมงคล จึงนับว่าการจัดสร้างวัตถุมงคลชุดนี้นอกจากด้วย เจตนาบริสุทธิ์ แล้วการจัดสร้างก็อยู่ในเวลาอันเหมาะสม เพราะ พระพุทธชินราช เป็น พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ที่ สมเด็จพระมหาธรรมราชาสิไท ประดิษฐานไว้ ณ เมืองพิษณุโลก โดยสร้างเป็น ปางมารวิชัย ที่แสดงถึง ชัยชนะ ของ สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงมีต่อ พญาวัสดีมาร ส่วนพระนาม พระพุทธชินราช ก็หมายถึง พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นใหญ่ (ราชา) แห่งชัยชนะ ซึ่งอดีตกาลในรัชสมัยของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อันเป็นยุคสมัยที่ทรง กอบกู้เอกราช ด้วยการ ประกาศอิสรภาพ และทรงนำทัพออกรบกับทัพพม่าด้วยพระองค์เองทั้งที่มีไพร่พลน้อยกว่าแต่พระองค์ก็มิได้หวาดหวั่นใดๆ เพราะก่อนนำทัพออกรบพระองค์จะเสด็จฯ นมัสการ พระพุทธชินราช ที่เมืองพิษณุโลกทุกครั้งและทรงได้รับ ชัยชนะ ตลอดมาซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระราชศรัทธาของ พระมหากษัตริย์ยอดนักรบ ของแผ่นดินไทยที่ทรงมีต่อ พระพุทธชินราช ได้อย่างดีเพราะ พระมหากษัตริย์ รัชกาลต่อๆ มาของ กรุงศรีอยุธยา เช่น สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชา สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหาวีรกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินไทยอีกพระองค์ที่ทรง กอบกู้เอกราช จากพม่าในคราวเสีย กรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง เมื่อปี พ.ศ. 2310 ก็ทรงเจริญรอยตามเสด็จฯ นมัสการ พระพุทธชินราช ก่อนทำสงครามทุกครั้งเช่นกันรวมถึง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเมื่อทรงปราบดาภิเษกเป็น สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ แล้วก็ยังเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการ พระพุทธชินราช อยู่เสมอๆ เหตุนี้ พระพุทธชินราชจำลอง ที่สร้างโดย กองทัพภาคที่ 3 จึงถึงพร้อมด้วย พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และ พระมหากษัตริยาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐต่อปวงชนชาวไทยถึง 3 พระองค์ คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช นอกจากนี้ ความงดงามของ พระพุทธชินราชจำลอง ทุกรูปแบบที่ กองทัพภาคที่ 3 จัดสร้างขึ้นครั้งนั้นก็งดงามใกล้เคียงกับ องค์จริง เพราะได้นายช่างผู้มากฝีมือเป็นผู้แกะแม่พิมพ์ซึ่งก็คือ นายช่างเกษม มงคลเจริญ ผู้มีพรสวรรค์การสร้างสรรค์ พระพุทธรูปขนาดเล็ก รวมทั้งการแกะแม่พิมพ์ รูปเหมือน ได้เหมือนจริงที่สุดและประการสำคัญมีความ งดงามตามสัดส่วน ที่แม้จะเป็นขนาดเล็กก็ตาม โดยสามารถพิสูจน์ได้ตามภาพที่นำมาประกอบเรื่อง ได้รับความเอื้อเฟื้อจาก คุณวนิดา โพธิ์ศรี นักสะสมสุภาพสตรีที่สะสมวัตถุมงคลชุดนี้ไว้ทุกพิมพ์และทุกเนื้อ ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเผยแพร่ จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ ส่วนโลหะที่นำมาสร้างวัตถุมงคลชุดนี้เฉพาะ พระพุทธรูปพระพุทธชินราชจำลอง มีเพียงเนื้อเดียวคือ เนื้อทองผสม แล้วนำมาปิดทองให้สวยงานมี 3 ขนาดคือ ขนาดใหญ่พิเศษ สร้าง 20 องค์สำหรับนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายและสมนาคุณเฉพาะคณะกรรมการจัดสร้าง ขนาด 9 นิ้วและ 5 นิ้ว ปัจจุบันได้รับความนิยมมากจึงมีราคาแพงเพราะสร้างจำนวนตามสั่งของทางด้าน เหรียญ และ รูปเหมือน มีทั้งหมด 5 เนื้อ ทองคำ เงิน นวโลหะ อัลปาก้า ทองแดง ปัจจุบัน เนื้อทองคำ เนื้อเงิน และ เนื้อนวโลหะ พบเห็นได้ยากเพราะสร้างจำนวนน้อย โดยเฉพาะ เหรียญทรงผนวชเนื้อนวโลหะ ขนาดเล็กที่นำต้นแบบจาก วัดบวรนิเวศวิหาร ยิ่งหาชมได้ยากมากเนื่องจากสร้างเป็น พิมพ์พิเศษคือ ด้านหน้า เป็น พระพุทธชินราช ส่วน ด้านหลัง เป็นพระบรมรูปขณะ ทรงผนวช และมี หมายเลขกำกับทุกเหรียญ ส่วนเนื้ออื่นๆ จะมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยโดยด้านหน้าเป็นพระบรมรูป ทรงผนวช ส่วนด้านหลังเป็น พระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ที่มา : หนังสือมหามงคลแห่งแผ่นดิน โดย นายอดุลย์นันท์ทัต กิจไชยพร พฤศจิกายน 2551 ++++ **เหรียญนี้เป็น เหรียญทรงผนวช เนื้อทองแดง ปี2517 กองทัพภาคที่3 จ.พิษณุโลก พร้อมบัตรดีดีครับ ++++ <<เริ่มที่20บาทครับ>> ++++ ***ขออนุญาตใช้ภาพของท่านเจ้าของเดิมนะครับ***