พระประสบการณ์ดีครับ ลป.ม่น ต้องลองใช้ดู พระสวยตามภาพ และรับประกันตามกฏ ขอบพระคุณทุกท่านที่แวะชมครับ พระบ้านเจริญสุข รับประกันคุณภาพ...........อีกแล้วครับท่านนนนน.......
วัดใจ20บาทเหรียญพระแก้วมรกต วัดพระศรีฯ ปี2475 เนื้อทองแดง มีบัตรรับรอง
วัดใจ20บาทเหรียญพระนาคปรกจเร ท่านเจ้าคุณนร ปี2513 มีบัตรรับรอง
พระกรุหลวงพ่อผาด วัดดงตาล(วัดสามัคคีธรรม) พระ กรุหลวงพ่อผาด วัดดงตาลหรือวัดสามัคคีธรรม ตำบลหัวสำโรง อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เป็นพระที่พบบรรจุอยู่ใต้ฐานพระประธานในพระอุโบสถของวัด มีการขุดเจาะพระออกมาเมื่อปี 2543 เมื่อครั้งทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ พระที่พบออกมามีจำนวนประมาณ สี่หมื่นองค์ เป็นพระเนื้อดินเผาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดกว้างประมาณ1.5 เซนติเมตร สูงประมาณ 2.5 เซนติเมตร ความหนาบางของพระไม่แน่นอน ด้านหน้าเป็นรูปพระปางสมาธิมีเส้นซุ้มล้อมรอบ(คล้ายกับพระพิมพ์ประภามณฑลของ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่ายุคต้น ๆ ) ประทับอยู่บนฐานเขียงชั้นเดียวเบื้องล่างเป็นรูปสัตว์มีอยู่สองชนิดคือ ทรงเสือและทรงสิงห์ ด้านบนขององค์พระมีรูเจาะและอุดผงพุทธคุณปิดด้วยซีเมนต์อีกชั้นหนึ่งคล้าย กับพระพิมพ์ของหลวงพ่อปาน บางองค์จะมีการทาชาดแดงทับก่อนปิดด้วยซีเมนต์อีกชั้นหนึ่งก็มี ด้านหลังและขอบด้านข้างส่วนใหญ่จะมีรอยปาด รอยตัดเข้ารูป หรือบางองค์ด้านหลังก็มีรอยนิ้วมือของผู้กดพิมพ์ปรากฏอยู่ ส่วนผงที่อุดรูผงนั้นเป็นผงที่ได้จากการเขียนยันต์และบริกรรมคาถากำกับแต่ละ บทที่มีพุทานุภาพอันทรงประโยชน์เช่นยันต์เกราะเพชร แล้วลบออก แล้วเขียนซ้ำใหม่แบบนี้หลายๆครั้งจนได้ผงวิเศษออกมาโดยหลวงพ่อปานแห่ง วัดบางนมโค นอก จากพิมพ์ทรงเสือและสิงห์แล้วยังพบพระพิมพ์ สมเด็จคะแนนด้านหน้าเป็นรูปพระประธาน ด้านหลังเรียบ ด้านบนเจาะรูอุดผงซึ่งเป็นพระคะแนนนับจำนวน และพระพิมพ์รูปนางกวักสร้างจากเนื้อผงพุทธคุณล้วน ๆ แต่มีจำนวนไม่มากนัก พระ ครูกิตติพิพัฒน์ เจ้าอาวาสวัดสามัคคีธรรม (ดงตาล) ต.หัวสำโรง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เปิดเผยว่า ขณะที่ทางวัดดงตาลได้บูรณะซ่อมอุโบสถเก่า แบบก่ออิฐถือปูน เครื่องบนหลังคา เป็นไม้สัก ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๗ ได้ทรุดโทรม ไปตาม กาลเวลา จึงได้ซ่อมใหม่โดยการสกัดเจาะฐานหลังชุกชีปูนปั้นเป็นช่อง เพื่อยกองค์ พระประธานประจำอุโบสถ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปโลหะลงรักปิดทอง ปางสมาธิ หน้าตัก ๒ ศอกให้สูงขึ้นกว่าพระพุทธรูปองค์รอง ที่ประดิษฐานอยู่ที่หน้าพระประธานบนฐานเดี่ยว เพื่อให้พระประธานเด่นเป็นสง่ากลางอุโบสถ ระหว่างที่บูรณะอยู่นี้ ได้พบพระพิมพ์สี่เหลี่ยม เนื้อดินประทับสิงห์ และเสือ ตกลง มาจากโพรง ใต้ฐานบัวพระประธาน จำนวนหนึ่ง คณะกรรมการวัด จึงยุติการเจาะฐาน แล้วตรวจสอบนับจำนวนพระที่พบ จึงทราบจากคำบอกเล่าของ นายตี๋ ชิงช่วง อายุ ๗๕ ปี อดีตผู้ใหญ่บ้าน และผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านอีกหลายท่านว่า วัดดงตาล เดิมเป็นวัดร้าง มาบูรณะขึ้นใหม่ประมาณสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาหมอผาด เกษตรง เจ้าของร้านขายยาพระอาทิตย์เวชโอสถ บางลำพู กรุงเทพฯ ได้มาเป็นผู้นำในการสร้าง อุโบสถและหล่อ พระประธานขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๗ แล้วหมอผาดซึ่งมีความรู้ทางวิชาอาคม ในการหุงน้ำมันมนต์ และปรุงยาโบราณ มีความคุ้นเคยกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นอย่างดียิ่ง บางข้อมูลก็ว่าหมอผาดได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อปาน จึงได้ขอให้หลวงพ่อปาน ช่วยสร้างพระเครื่องสำหรับบรรจุกรุในอุโบสถตามธรรมเนียม แห่งการสร้าง อุโบสถมาแต่โบราณ ซึ่งหลวงพ่อปานมีเมตตาสร้างเป็นพระพิมพ์ ประทับสิงห์และเสือซึ่งมีความแตกต่างจากบรรดาสัตว์ ๖ ประเภท(ทรงไก่ ครุฑ หนุมาน ปลา เม่นและนก)ที่หลวงพ่อปานท่านสร้างที่วัดบางนมโคก็เนื่องจากหมอผาดท่านเกิดปี ขาล สัญญลักษณ์คือเสือ ซึ่งเป็นสัตว์ที่แสดงถึงพลังอำนาจเป็นที่น่าเกรงขาม ส่วนทรงสิงห์คงเป็นด้วยอุปเท่ห์ด้านความมีอำนาจวาสนา ความเป็นผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ เป็นเจ้าป่าเจ้าแห่งสัตว์ทั้งปวง ลักษณะ ของพระเป็นเนื้อดินเผาขนาดเล็ก ตัดขอบ เจาะบรรจุผงวิเศษ และปลุกเสกมอบให้หมอผาด นำใส่กล่องไม้ ลงเรือล่องมาตามแม่น้ำน้อยและแม่น้ำเจ้าพระยา มาขึ้นที่คลองหลังวัดดงตาล ต่อมาหมอผาด ได้บวชเป็นพระภิกษุ เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาก เพราะหมอผาดเป็นพระหมอที่เก่ง ในการรักษาโรคกระดูก โรคเส้น ฯลฯ ด้วยน้ำมนต์และมีดโต้ศักดิ์สิทธิ์สำหรับรักษาโรคประจำตัว พระผาด จึงได้ฉายาว่า หลวงพ่อผาด มีดโต้ เมื่อท่านสร้างอุโบสถวัดดงตาลแล้วเสร็จ จึงได้นำพระพิมพ์ประทับหลังสิงห์และเสือ บรรจุไว้บนฐานชุกชี แล้วอัญเชิญพระประธาน ซึ่งหล่อด้วยโลหะขึ้นประดิษฐานครอบไว้ จึงก่ออิฐถือปูนเป็นบัวคว่ำบัวหงายเปิดไว้ เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๔๗๔ ภายหลัง หลวงพ่อผาด วีรุตตโม ได้กลับไปจำพรรษาที่วัดในกรุงเทพฯ และมรณภาพ เมื่อปี ๒๕๐๐ ชาวดงตาล และทายาทห้างขายยาพระอาทิตย์เวชโอสถ และพระจันทร์เวชโอสถ จึงได้หล่อรูปเหมือนเท่าองค์จริง พร้อมมีดโต้ประจำตัว ไว้สักการบูชาประจำวัดดงตาล เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๐๐ จนเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาถึงปัจจุบัน ประวัติ โดยละเอียดของหลวงพ่อผาดนั้น ไม่ได้มีการบันทึกไว้ชัดเจนนักเนื่องจากท่านเป็นพระที่สมถะ และวัดดงตาลก็เป็นเพียงวัดเล็กๆในจังหวัดลพบุรี ทราบแต่เพียงว่าท่านเป็นพระมีเมตตาสูงเป็นพระหมอที่มีความรู้ความสามารถมาก มีวิชาอาคมแก่กล้า ท่านเป็นพระเกจิ ที่มีวิชาความรู้ด้านแพทย์แผนโบราณเป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าท่านสามารถรักษาคนง่อยเปลี้ยเสียขาให้กลับมาเดินเหินได้เป็นปกติ เลยทีเดียว ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์ ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า โดยเมื่อท่านสำเร็จวิชาที่วัดบางนมโค แล้วต่อมาจึงมาร่ำเรียนที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า เมื่อสำเร็จวิชาจึงกลับมายังวัดดงตาลวัดบ้านเกิดเพื่อพัฒนาให้มีความเจริญสม ฐานะแก่ศาสนสถาน เจ้าอาวาสวัดสามัคคีธรรม บอกด้วยว่า นับเป็นเวลาเกือบ ๗๐ ปี ที่พระเครื่องชุดนี้ได้บรรจุอยู่ในองค์พระประธาน ในอุโบสถวัดดงตาล ซึ่งพระสงฆ์ได้ทำวัตรสวดมนต์ และทำสังฆกรรมในอุโบสถมาเป็นเวลาอันยาวนาน พระกรุหลวงพ่อผาดชุดนี้เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นก็เมื่อครั้งที่ทางวัด มีการบูรณะอุโบสถวัดดงตาลในปี๒๕๔๓ซึ่งใช้งบประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทางวัดดงตาลจึงนำพระเครื่องที่ขุดเจาะได้มอบให้แก่เจ้าภาพผู้ร่วมทอดผ้าป่า สมทบทุนบูรณะอุโบสถและเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้บูชาในราคาเริ่มต้นองค์ละ ๕oo บาท และจะนำพระพิมพ์ส่วนที่เหลือจากการมอบให้เจ้าภาพผ้าป่าและเปิดให้เช่าบูชา แล้ว บรรจุกรุใต้ฐานพระประธานเป็นพุทธบูชาอีกครั้งหนึ่งหลังจากทำการบูรณะ ปฏิสังขรณ์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งในครั้งนั้นเมื่อเรื่องราวการเปิดให้ร่วมกันทำบุญและเช่าบูชา พระหลวงพ่อผาดแพร่กระจายออกไปได้มีผู้สนใจจัดตั้งกองผ้าป่าและร่วมเช่าพระ ที่วัดเป็นจำนวนมากทำให้ได้เงินปัจจัยเพื่อบูรณะโบสถ์ครั้งนั้นสูงถึง ๔,๕oo,ooo บาท จนทำให้สามารถบูรณะพระอุโบสถสำเร็สเสร็จสิ้นลงได้อย่างรวดเร็วและยังเหลือ เงินอีกจำนวนหนึ่งไปสร้างเป็นมณฑปได้อีกหนึ่งหลัง ทั้ง นี้ด้วยความศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อผาด และความต้องการพระเครื่องที่สร้างโดยหลวงพ่อปานโดยแท้ พระเครื่องชุดหลวงพ่อผาดได้ดำเนินการจัดสร้างและปลุกเสกขึ้นที่วัดบางนมโค อยุธยาโดยหลวงพ่อปานซึ่งคาดว่าน่าจะมีจำนวนสร้างประมาณ ๘๔,ooo องค์โดยถือเอาตามตามจำนวนพระธรรมขันธ์ ลักษณะของเนื้อดินเป็นดินขุยปูมีเม็ดแร่กระจายอยู่ทั้งองค์ เหมือนกับพระเครื่องของหลวงพ่อปานพิมพ์อื่นๆไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่น่าจะมีความแตกต่างในกรรมวิธีการเผาเท่านั้นโดยจะสังเกตได้ว่าพระ ของหลวงพ่อปานส่วนใหญ่จะมีวรรณะเป็นสีดินหม้อใหม่หรือสีแดงดินเผา เนื่องมาจากการเผาพระนั้นใชปี๊ปสังกะสีทำการบรรจุพระพิมพ์แล้วสุมไฟเผา ด้วยลักษณะของโลหะสังกะสีที่นำความร้อนได้ดี ความร้อนจึงแพร่กะจายไปทั่วปี๊ปทำให้พระที่เผาสุกในเวลาใกล้เคียงกัน สีจึงออกมาใกล้เคียงกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วน พระชุดหลวงพ่อผาดจะมีความแตกต่างกันคือมี วรรณะของสีพระหลากหลายมีทั้งสีขาวนวล สีพิกุล สีแดงอิฐ สีเขียว สีเทาและดำ ซึ่งสันนิษฐานว่าเมื่อกดพระพิมพ์เสร็จแล้วคงจะนำไปบรรจุลงในไหหรือโอ่งดิน เผาแล้วนำไปสุมไฟเช่นเดียวกับการเผาพระสกุลลำพูนแบบโบราณกาล ด้วยลักษณะของภาชนะดินเผาซึ่งนำความร้อนได้ช้าและส่วนล่างที่ถูกไฟสุมพระจะ สุกก่อนพระจะมีวรรณะออกดำ ส่วนด้านบนพระจะสุกทีหลังจึงมีวรรณะออกขาวนวล ถ้า จะพูดกันถึงพุทธคุณในพระเครื่องหลวงพ่อผาด วัดดงตาล เป็นที่กล่าวขานกันมานานแล้วว่าไม่แตกต่างจากพระเครื่องของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคแต่อย่างใดคือ เด่นมากในด้านเมตตามหานิยมและค้าขายเป็นเลิศอีกทั้งยังใช้พระเครื่องของท่าน ทำน้ำมนต์ รักษาโรคได้สารพัดทีเดียวเพราะท่านเองก็เป็นพระหมอที่มีวิชาติดตัวเป็นที่ โด่งดังมากทีเดียวบางท่านที่เคยบูชามาแล้ว กล่าวกันว่ายังเด่นในด้านมหาอำนาจอีกด้วย ซึ่งอาจเป็นด้วยอุปเท่ห์แห่งพิมพ์พระทรงสัตว์ที่เป็นเสือและสิงห์ก็เป็นได้ คุณลุงอำพร มีสัตย์ อายุ ๕๙ ปีหนึ่งในกรรมการวัดซึ่งร่วมในการเปิดกรุพระในปี๒๕๔๓เล่าว่า คนในพื้นที่ซึ่งได้รับพระซึ่งหลวงพ่อผาดท่านแจกจ่ายให้กับญาติโยมที่มาช่วย งานในพิธีชักโบสถ์ (วางเสาลงตอหม้อของโบสถ์)ของวัดดงตาลเมื่อปี๒๔๗o และได้นำมาบูชาติดตัวกันล้วนแต่พูดเป็นเสียงเดียวกันและเชื่อมั่นในพุทธคุณ ด้านเมตตามหานิยม ค้าขายและโชคลาภ และเป็นที่เคารพศรัทธาเป็นอย่างยิ่งของคนในพื้นที่มาช้านาน
มีเท่าที่ลงชอบเคาะเลยครับพี่ -- ไม่เก็บตอนนี้ อาจไม่เจออีกเลย -- เคาะเป็นกำลังใจให้ marshal ด้วยนะครับ จะได้มีกำลังใจหาพระดีๆมาให้พี่ๆได้บูชา มีรายการวัดใจหลายรายการ กดดูได้ที่ --> พิธีพุทธาภิเษกในวันเสาร์ห้า ปี 2512 โดยมี พระเกจิร่วมปลุกเสก หลายท่าน อาทิ ลป.โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ลพ.เส่ง วัดกัลยาฯ ลพ.ถิร วัดป่าเลไลย์ ลพ.ฑูรย์ ฯลฯ พระรุ่นนี้ มีประสบการณ์ทางด้านเมตตามหานิยมและโชคลาภดีเยี่ยม มีรอยรานตามธรรมชาติ
ปิดตาสรงน้ำเนื้อผงหลังปั้มหมึกปี2528หลวงปู่ดู่วัดสะแก(สวยเดิมพร้อมบัตรรับรอง)
วัดใจ20บาทเหรียญกระโดดบาตรหลวงปู่ทวด วัดสะแก ปี2530 เนื้อทองแดง(หลวงปู่ดู่ปลุกเสก)มีบัตรรับรอง
โอนเงินได้โดยตรง ปลอดภัย 1,000% ธนาคาร : กรุงไทย สาขา : ประดิพัทธิ์ 16 เลขบัญชี : 050 007 2906 ชื่อบัญชี : สรายุทธ์ กัลยานุช โทร 086 500 6521 แจ๊ค โคราช ชื่อนี้เป็นประกัน คุณภาพ ไม่เคยเสียเคดิส เสียเงินไม่ว่าเสียหน้าไม่เอา พระแท้ ส่งเร็ว ทันใจ โอนแล้วฝากข้อความในกล่องข้อความดีที่สุด ผมเปิดเช็คตลอด ยังมีรายการที่น่าสนใจอีกครับคลิกที่ ตัว เลยครับ
พระขุนแผนกั่วเผาะ มี 2 พิมพ์ คือ พิมพ์เล็ก กับพิมพ์ใหญ่ มี 3 เนื้อ ขาว แดง ดำ และอีกรุ่นคือ ขุนแผนชินกั่วเผาะ เนื้อตะกั่ว ซึ่งสร้างหลังจากชุดเนื้อผง ขุนแผนกั่วเผาะ ฟันลูกเดียว ผสมผงพรายกุมารกับลึงค์ช้าง เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา มีพระสงฆ์อยู่ในป่ารูปหนึ่ง ท่านอยู่รูปเดียวกระท่อมเล็กๆที่หมู่บ้านหิน เหล็ก ไฟ ต.กะโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ หมู่บ้านกะโพ ที่ท่านจำพรรษาอยู่ลึกเข้าไปในป่า เป็นหมู่บ้านของชาวขอทาน ซึ่งเป็นหมู่บ้านของคนที่มีวิชาอาคม และเป็นหมู่บ้านที่มีช้าง ซึ่งมีชื่อเสียงมากของประเทศไทย หลวงพ่อรูปนี้ท่านมีของดีที่เรียกว่า”กั่วเผาะ”เป็นสุดยอดทางเมตตามหานิยม “ท่านทำมาจากของดีที่เอายาก คนไปเอาของดีชนิดนี้ ดีไม่ดี ตายเอาง่ายๆ” “กั่วเผาะ” มันคือสุดยอดของเครื่องรางทางเมตตามหานิยมที่มีต้นกำเนิดทางอีสานใต้ หาคนทำได้ยากที่สุด เพราะถ้าคนทำไม่เก่งจริง มีแต่ตายลูกเดียว คนที่จะทำ”กั่วเผาะ”ได้ จะต้องเสี่ยงกับความตายโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน พระอาจารย์รูปนี้ ท่านปลูกกระท่อมอยู่รูปเดียวในหมู่บ้านหินเหล็กไฟ ที่อยู่ลึกไปจาก ต.กะโพ อีก 10 กว่ากิโล ท่านชื่อ “หลวงพ่อชู กันตะวีโร”เมื่อประมาณปี 2527 คือ 20 ปีท่แล้ว ท่านเพิ่งบวชได้เพียง 7 พรรษา อายุเพียง 56 ปีเท่านั้น ยังเป็นพระสงฆ์ที่หนุ่มแน่นอยู่มาก ก่อนที่ท่านจะมาบวช ท่านเคยเป็น “ณุ เฒ่า”มาก่อน “ณุ เฒ่า”คือหมอไสยศาสตร์ หรือคนที่มีวิชาอาคมเก่งกล้า เป็นอาจารย์ของพวกส่วยที่เลี้ยงช้าง ท่านเป็น”ณุ เฒ่า”มาตั้งแต่หนุ่มๆ ชาวบ้าน และลูกศิษย์ของท่าน เรียกท่านว่า”จอมพลสวัสดิ์ 2″ เพราะท่านมีเมียมีลูกมาก จนจำไม่ได้ว่าลูกคนไหน แม่คนไหน เพราะมีมากเหลือเกิน ชาวบ้านแถวนั้นเล่าว่า..หลวงพ่อชูสมัยเป็นฆราวาส ท่านเป็นหมอไสยศาสตร์ที่เก่งกาจมาก จะหาคนเท่าเทียมได้ยาก นอกจากท่านจะเก่งกาจในเรื่องช้างแล้ว ท่านยังเชี่ยวชาญเรื่องการทำเสน่ห์ยาแฝดอีกด้วย วัตถุที่ท่านนำมาทำเป็น “กั่วเผาะ”คือ “น้ำมันช้างตกมัน” (ตามภาษาส่วยเรียกว่า”กั่วเผาะ” ถ้าเรียกตามภาษากลางกลาง”กั่วเผาะ”ก็คือ”สีผึ้ง” นั่นเอง) สีผึ้งของหลวงพ่อชู ท่านจะผสม น้ำมันของช้างที่กำลังตกมัน ซึ่งเจ้าของต้องตีปลอกล่ามโซ่ไว้ เพื่อป้องกันมันไปกระทืบคน เพราะเวลาที่ช้างตกมัน เป็นเวลาที่มีอารมณ์รุนแรง โดยเฉพาะอารมณ์ทางเพศจะรุนแรงมาก และน้ำมันที่ไหลออกมาจากขมับทั้งซ้ายและขวา จะเป็นวัตถุอาถรรพณ์ที่แรงและมีพลังอำนาจมากๆ และท่านยังเอาว่าน และวัตถุอาถรรพณ์ต่างๆ เช่นสีผึ้งตามท่ารถ ท่าเรือ 7 ท่า มาผสมและว่านมงคลต่างๆ และสิ่งสุดท้ายที่ท่านผสมคือ น้ำมันช้างตกมันนั่นเอง หลวงพ่อชู ท่านเล่าว่า นำมันช้างตกมันเป็นของอาถรรพณ์ที่ที่หายาก มีผลทางเสน่ห์มหานิยมมากที่สุด เมื่อไปเอามาได้แล้วต้องผสมลงในสีผึ้งทันที่เพราะเป็นน้ำมันที่ระเหยเร็วมาก จากนั้นจึงนำมาทำพิธีปลุกเสกและแจกจ่ายให้ผู้ที่มาขอให้ท่านช่วยเหลือเพียงคนละเล็กละน้อยเท่านั้น หลวงพ่อชูท่านยังกล่าวอีกว่า “กั่วเผาะ”ที่ท่านทำขึ้นนั้น ใช้ได้ผลดีมากๆ ไม่ว่าจะเป็นให้ผัวเมียรักกัน หรือ ให้ผัวกลับมารักเมีย หลงเมีย เลิกจากเมียน้อย ท่านก็ทำได้ทั้งนั้น แต่วิชานี้เป็นวิชามาร ทำไปมากๆเข้ามารก็มาสิงในตัวท่าน ผู้หญิงที่มาหาท่านให้ท่านลงของหรือทำของให้ ท่านก็จะเอาทำเมียหมด เมื่อทำเข้าบ่อยครั้งเข้า ท่านก็สำนึกได้ว่านั่นคือ “นรก” ท่านจึงตั้งใจจะบวชสักพรรษาเดียว เพื่อจะฝึกจิตให้แข็งกว่ามาร จะได้เลิกทำชั่ว เมื่อบวชแล้ว ท่านจึงรู้ว่าที่ทำไปมันก็นรกดีๆนี่เอง ท่านจึงบวชไม่ยอมสึกและมาปลูกกระท่อมอยู่กลางป่าในหมู่บ้านหินเหล็กไฟ คุณชินพรสุข สถิตย์ จึงไปขอให้ท่านสร้างขุนแผนขึ้น นับเป็นขุนแผนรุ่นแรกที่สร้างขึ้นจากผงพรายกุมาร หลังจากที่หลวงปู่ทิม มรณะภาพแล้ว โดยผมสมกับกั่วเผาะ เรียกว่า “ขุนแผนกั่วเผาะ” มีทั้งพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก ปลุกเสกในคืนวันราหูอมจันทร์ ขณะกบกำลังกินเดือน ซึ่งถือเป็นวันที่มีเสน่ห์ทางเพศสูงสุด และขุนแผนกั่วเผาะรุ่นแรก ก็ดังจริงๆ คนที่นำไปใช้ก็เห็นผลกันทั่วหน้า จนคุณชินพร ต้องทำขึ้นมาอีกรุ่น รุ่นนี้ นอกจากจะเอากั่วเผาะผสมลงไปด้วยแล้ว หลวงพ่อชู ยังให้เอา”ลึงค์ช้าง”มาผสมเข้าไปอีกด้วย และบอกเคล็บลับ ต่างๆในการสร้าง จนหมดเปลือก และขุนแผนรุ่น 2 ก็ดังอย่างสุดๆ และตั้งสมญานามให้ว่า”ฟันลูกเดียว” และมีชื่อออกมาอย่างเป็นทางการว่า”ขุนแผนชินกั่วเผาะ” สร้างตามฤกษ์ ที่ขุนแผนตีดาบฟ้าฟื้น แล้วก็ดังจริงๆ ตอนทำพิธีปลุกเสกหลวงพ่อชูยังกล่าวอีกว่า มีมารผจญ จนท้อใจ แต่ก็ทำจนสำเร็จ พระขุนแผนกั่วเผาะ มี 2 พิมพ์ คือ พิมพ์เล็ก กับพิมพ์ใหญ่ มี 3 เนื้อ ขาว แดง ดำ และอีกรุ่นคือ ขุนแผนชินกั่วเผาะ เนื้อตะกั่ว ซึ่งสร้างหลังจากชุดเนื้อผงครับ ....เพิ่มเติม ข้อมูลเชิงลึกของ หลวงพ่อชู กันตะวีโร ท่านเป็นพระสงฆ์ ที่มีความเด็ดเดี่ยวมากจากคำบอกเล่าของชาวบ้านหิน เหล็ก ไฟ ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน จากเวบอื่นที่ให้ข้อมูลเนื่องจากกระผมสืบจากปากชาวบ้านหินเหล็กไฟ และลูกศิษย์ก้นกุฏิ ที่เคยรับใช้แต่เด็ก คือ พี่รวย หรือคุณรวย ชาวบ้านหินเหล็กไฟ ทราบว่าท่านมาจำพรรษาอยู่ที่ป่าหินเหล็กไฟ หรือชาวบ้านเรียกหมู่บ้านนี้ว่าบ้านโสก ซึ่งเป็นภาษาลาว ชาวบ้านนี้พูดภาษาท้องถิ่นลาวเป็นหลักเนื่องจากอพยพมาจากที่อื่น จาก เขต จ.ร้อยเอ็ดบ้าง หลายจังหวัดมารวมกันอยู่อย่างกลมกลืน จากปากของ คุณลุงมา อดีต ผู้ใหญ่บ้านเป็นโยมอุปัฏฐาก อาจารย์โผน ศิษย์รับใช้ซึ่งเป็นพระสงฆ์และท่านสึกมาภายหลัง และอีกหลายหลายท่านที่เมตตาให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขออนุโมทนาคุณความดีเหล่านี้แก่ท่านทั้งหลาย และองค์หลวงพ่อที่ล่วงลับไปแล้ว ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติม ว่าแต่เดิมท่านเป็นคนทาง อ.สังขะหรือกาบเชิง ของ จ.สุรินทร์ ท่านเล่าให้โยมภรรยาผู้ใหญ่มา ฟังว่าสมัยท่านเป็นฆราวาส แต่ก่อนเป็นนักเลงหัวไม้ เจ้าชู้ เป็นโจร คือแบบว่าไม่ดีมากๆ ชอบเรียนวิชาอาคมมากที่ไหนดีมีดีอาจารย์ขลังท่านจะไปขอเรียนวิชามาหมด ทั้งเรื่องคงกระพัน เมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ เรียนจนสำเร็จจึง จะไปหาอาจารย์อื่น พอ สมัยผู้ว่าเสนอ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์สมัยนั้น ปราบปรามโจรอย่างหนักตาม นโบายรัฐบาล พูดง่ายๆ แบบใบไม้ร่วง (โจรนะครับ) โยมแม่ของท่านกลัวท่านจะถูกร่างแหไปด้วย จึงขอให้ท่านบวชให้ ท่านจึงคิดว่าจะบวชสักระยะหนึ่ง แต่พอบวชได้สักระยะกลับรู้สึกว่าถูกกับจริตตนจึงไม่ยอมสึก เดินธุดงค์ไปเรื่อยหาความสงบจนมาพบป่าดงสายทอ เป็นหมู่บ้านโสก สมัยนั้นป่ารกทึบ ท่านจึงมาขอให้ชาวบ้านปลูกกระท่อมให้เล็ก อยู่ในบริเวณสำนักสงฆ์หินเหล็กไฟ ท่านเป็นพระสงฆ์ที่เอาจริงเอาจัง เคยมีโยมท่านหนึ่งอยู่บ้านบอน หมู่ 4 ต.เดียวกัน มาลองของท่าน ท่านจึงพันผ้าสบงเปล่าวางไว้บนเสารั้ว (มีผู้อยู่ในเหตุการณ์ คือ เมียผู้ใหญ่มา ) โยมคนดังกล่าวใช้ปืนสั้น .38 ไทยประดิษฐ์ ยิงผ้าดังกล่าว ปรากฏว่า ยิงไม่ออกทั้ง 3 นัด และ อีก คำบอกเล่า ของคุณรวย คือ เมื่อตอนเด็ก หลวงพ่อชูชอบใช้ท่าน ให้ไปเอาของดี พี่รวยบอกว่าก็ไม่รู้ว่าอะไรคือของดี แต่ได้เงินไปซื้อขนมกินก็พอใจตามประสาเด็กคือท่านจะเมตตาเด็ก ของดีอีกอย่างที่ท่านให้ไปเอาคือ น้ำผึ้งเดือนห้า และตามเวลาที่ท่านกำหนดท่านจะจับเวลาเองแล้วใช้ให้ไปเอา พอได้มาท่านก็จะเมตตาให้เงินไปซื้อขนม คือไปเอาในป่าหลังวัดนั่นแหละ และของอาถรรพ์ต่างเช่น กิ่งไม้ซึ่งคนใช้ผูกคอตาย อื่นๆเยอะ เก็บไว้ทำของดี แจกญาติโยม รวมถึงกั่วเผาะ หรือน้ำมันช้างตกมัน เวลาไปเอาท่านจะสะกดช้างแล้วเข้าไปเอา ส่วนใหญ่ใช้ตัวช่วยมากว่า ใช้วิชา ปกติเวลาตกมันควาญที่เคยหาหญ้ามันยังกระทืบใส้แตกเลยครับ ท่านก็ไปเอามาได้ น้ำมันชนิดนี้กลิ่นเหม็นมาก นึกภาพกลิ่นขี้ไก่สดๆครับ และก็ได้น้อยระเหยเร็ว เฉพาะควาญช้างที่ใช้ตัวช่วย ขวดกระทิงแดงขายเป็นหมื่นครับ เอายากมาก เสี่ยงตายสูงขนาดควาญยังทำไม่ได้ทุกคนเลยครับ ท่านก็เอามาทำสีผึ้ง หรือนวดนี่แหละครับ ท่านจะไม่ให้พร่ำเพรือนะครับ ท่านจะให้ผัวเมียแยกกันให้กลับมารักกัน ยกตัวอย่าง ช้าวบ้านโคกกุง จำชื่อไม่ได้ติดกับบ้านโสกนี่แหละครับ เมียทิ้ง ได้สีผึ้งไป เมียกลับมาครับ ขนาดเมียทิ้งนะครับ วัยรุ่นไปขอท่านไม่ให้ครับ กลัวไปใช้ในทางไม่ดี ท่านไม่ส่งเสริม ตัวผมเอง ยังหาไม่ได้เลยครับ มีวาสนาเพียงขุนแผนกั่วเผาะรุ่นแรก พิมพ์ใหญ่ เนื้อขาว จำคร่าวๆว่า คุณชินพรสร้างมีผงพรายหลวงปู่ทิมผสมด้วยครับเป็นรุ่นแรกที่สร้างหลังหลวงปู่ทิมมรณะครับ ก่อนจะไปสร้างถวายหลวงปู่ธรรมรังษี ที่ดังและราคาแรงมากๆ ก็เสือรุ่นแรกครับ ขนาดผสมแค่ 3 ช้อนชานะครับ (ที่อุดเสือรุ่นปี 39) และขุนแผนรุ่นแรกหลวงพ่อชูใช้ดีนะครับ ไม่เฉพาะแต่จีบสาว ผมจะใช้ด้านเมตตามากกว่าครับ อธิฐานเอาครับ ส่วนใหญ่ใช้เรื่องเจรจาตกลงได้ผลดีมากครับ กับตัวเองนะครับ ยังมีอีกครับ เรื่อง คงกระพันท่านไม่ด้อยไปกว่าอาจารย์องค์อื่นเลยนะครับ อย่ามองข้ามเหรียญรุ่นแรกท่านนะครับ ปี 28 ท่านเสก หนึ่งไตรมาส เฉพาะเนื้อทองแดงเนื้อเดียว 7พันกว่าเหรียญ บล็อกก็แตก ท่านชินพรสร้างถวายครับ ทหารที่มาหาท่านมาลองของท่านท่านก็เมตตาไม่โกรธ ชอบลองท่านก็ให้ลอง ท่านตั้งห่อพระที่ท่านเสก หลังศาลาวัดในปัจจุบัน คุณรวย อยู่ในเหตุการณ์ และอีกหลายๆท่านที่ไม่ได้กล่าวถึง ทหารนำปืน เอ็ม 16 บรรจุกระสุน 3 นัด ยิง 2นัดแรกด้านครับ เสียงไกสับดัง แชะ แชะ นัดที่ 3 ปัง ไม่ถูกครับระยะแค่ 5 เมตร ยิงโดยมืออาชีพ แล้วเอากระสุนที่เหลืออีก 2 นัด มายิงขึ้นฟ้า โป้ง โป้ง แตกหมดครับ ที่คุณชินสร้างถวายหลวงพ่อชู ก็ไดนำปัจจัยมาให้ท่านประมาณหลักแสน ท่านก็เอามาสร้างศาลาปัจจุบันที่มอง เข้าไปเห็นทันที ชาวบ้านเสียดายที่ท่านมาด่วนมรณภาพก่อน ท่านอาพาธและเสียชีวิต เร็วมาก หากท่านยังอยู่วัดวาอารามอาจเจริญสรุ่งเรือง มากกว่านี้ ท่านเป็นพระที่เก่ง เก่งทั้งเมตตามหานิยม เก่งทั้งแคล้วคลาด มหาอุตม์ แต่เหรียญท่านเป็นพระดีที่โลกลืม กระผมไม่ลืมหรอกครับ ลุงมาตอนนี้แกเลียงช้างอยู่ห้อยติดคออยู่เหรียญเดียว คิดจะไปหาเก็บที่แหล่งกำเนิดอาจหาไม่ง่ายแล้วครับ เพราะชาวบ้านไม่ค่อยมีเก็บมีอยู่ไม่กี่คน ใครหาขุนแผนหลวงปู่ทิมมาใช้ไม่ได้เพราะราคาเกินเอื้อม ก็หาหลวงพ่อชู แทนกันได้ครับ เหมือนมีสองอาจาย์มาช่วยครับ เจรจาตกลงเป็นที่หนึ่งไม่รองใครครับ ขนาดคนชังกันยังหันมาคุยด้วยเลยครับ xxxxx ขอบคุณข้อมูลจาก ลำพูลพระ xxxxx