amontap2005

ข้อมูลสมาชิก – amontap2005

เริ่มเป็นสมาชิก: June 28, 2012 16:34:29 , สถานะ: ปกติ , ตั้งประมูล: 0 รายการ , รายการที่ยังไม่ปิด: 0 รายการ , คำชม: 998 รายการ , คำติ: 2 รายการ

ประวัติ Feedback

อ้างอิงถึงรายการ : /auction/พระเนื้อผง-เนื้อว่าน/5202936


ใช้บริการผม แจ๊ค โคราช โอนเงินได้โดยตรง ปลอดภัย 1,000% ธนาคาร : กรุงไทย สาขา : ประดิพัทธิ์ 16 เลขบัญชี : 050 007 2906 ชื่อบัญชี : สรายุทธ์ กัลยานุช โทร 086 500 6521 แจ๊ค โคราช ชื่อนี้เป็นประกัน คุณภาพ ไม่เคยเสียเคดิส เสียเงินไม่ว่าเสียหน้าไม่เอา พระแท้ ส่งเร็ว ทันใจ  โอนแล้วฝากข้อความในกล่องข้อความดีที่สุด ผมเปิดเช็คตลอด ยังมีรายการที่น่าสนใจอีกครับคลิกที่ ตัว เลยครับ


เขียนโดย :แจ๊ค โคราช เจ้าของรายการ April 29, 2015 05:38:52

อ้างอิงถึงรายการ : /auction/พระชุดภาคตะวันออก/5187929


**วัดใจครับแดงที่ 20***เหรียญเจริญพรครึ่งองค์ หลวงปู่ฮก ที่ระลึกบูรณะปฎิสังขรณ์ศาลา วัดโพธิ์ อ.เมือง จ.ชลบุรี ปี 2558 เนื้อทองแดงรมดำมันปู โค๊ด ๖๔๒ เลขสามหลัก พร้อมกล่องเดิมจากวัดครับ


เขียนโดย :Thongdee เจ้าของรายการ April 21, 2015 06:51:03

อ้างอิงถึงรายการ : /auction/พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์/5177981


วัดใจชุบทองคำ//ปลุกเสกวัดพระแก้วถึง2ครั้ง///องค์นี้ที่เป็นด้านหลังล็อกเก็ตในหลวงปี50//พระยอดธงเนื้อนะวะแก่ทองแดงวัดบวรปลุกเสกวัดพระแก้วปี40สมเด็จญาณพระสังฆราชปลุกเสกเดี่ยวออกวัดปี40เก็บมาจนปี50 รายละเอียด ปลุกเสกวัดพระแก้วถึง2ครั้ง///องค์นี้ที่เป็นด้านหลังล็อกเก็ตในหลวงปี50//พระยอดธงเนื้อนะวะแก่ทองแดงวัดบวรปลุกเสกวัดพระแก้วปี40สมเด็จญาณพระสังฆราชปลุกเสกเดี่ยวออกวัดปี40เก็บมาจนปี50 รายละเอียด องค์นี้ที่เป็นด้านหลังล็อกเก็ตในหลวงปี50//พระยอดธงเนื้อนะวะแก่ทองแดงวัดบวรปลุกเสกวัดพระแก้วปี40สมเด็จญาณพระสังฆราชปลุกเสกเดี่ยวออกวัดปี40เก็บมาจนปี50 พระยอดธงนี้มีประวัติความเป็นมาว่ามูลนิธีศรีรัตนโกสินทร์ฃึ่งเป็นโรงพยาบาลโรครักษาฟอกไตแก่คนยากจนเมี่อปี2540ได้พระชุดนี้จากวัดบวรชึ่งสมเด็จญาณพระสังฆราชได้อนุญาติจัดสร้างหารายได้เข้าโรงพยาบาลและได้นำพระชุดนี้มาปลุกเสกอธิฐานจิตเดี่ยวโดยตัวท่านเองและยังเข้าพิธีพุทธาภิเษกที่อุโบสถวัดบวรและวัดพระแก้วปี2540พร้อมกับพระวัดบวรในสมัยนั้น หลังจานั้นมาเกือบสิบปียังมีพระตกค้างเหลืออยู่บางส่วนทางมูลนิธิจึงได้ขออนูญาติพระราชวังจัดสร้างล็อกเก็ตในหลวงที่มีพระยอดธงอยู่หลังล็อกเก็ตดังกล่าวฃึ่งทำพิธีปลุกเสกที่วัดพระแก้วกลางปี50นี้พระองค์จึงได้เท่ากับปลุกเสกวัดพระแก้วถึงสองครั้ง แต่เนื่องจากเกิดขัดข้องทางเทคนิคคือมีการขออนุญาติเดิมไว้เป็นรูปแบบอย่างหนี่งจึงทำให้ต้องนำพระยอดธงออกมาดูรูปประกอบ พระนี้จัดได้ว่าเป็นพระจำนวนสุดท้ายที่เหลืออยู่ไม่มากและได้หมดไปจากวัดอย่างรวดเร็ว พระยอดธงนี้ถือเคล็ดไว้ตามโบราณว่ายอดธงเหมือนพบแต่ความสำเร็จทำการใตมีแต่ราบรื่นได้ชัยชนะทุกครั้งไป พระชุดนี้เป็นพระยอดธงที่แกะออกจากล็อกเก็ตในหลวงปี50ของมูลนิธีและออกวัดสุทธารามรายได้หาเงินให้ร.พ.ฟอกไต มูลนิธิจัดสร้างเองไม่มีนายทุนเจตนาบริสุทธิ์ ก่อนนำเข้าพิธีปลุกเสกวัดพระแก้วครั้งที่2กลางปี50ยังได้นำพระยอดธงทั้งหมดเดินทางไปให้เกจิหลายท่านปลุกเสกเดี่ยวเช่น ครูบาน้อยวัดศรีดอนมูล พ่อท่านอุท้ยวัดดอนศาลา พ่อท่านเงินวัดโพรงงู หลวงพ่อวัดสระแก้ว พัทลุง พ่อท่านพรหม พัทลุง เป็นต้น ได้จากวัดเดิมๆจำนวนน้อยวัดไม่ได้ทำกล่องใส่กล่องธรรมดา 3026 3027 3030 re2 ตอนนี้มีกล่องวัดให้แล้วครับเป็นกล่องพิธีโดยตรงไม่ตามรูปรูปเป็นกล่องเก่าวัดของพระอื่นรับรองกล่องของแท้ พิธีปลุกเสกใหญ่ในวัดพระแก้ว เกจิหลายสิบองค์ ร่วมนั่งปรก และอีก 6พิธีใหญ่ ในแต่ละภาค ประกอบพิธี 7 ครั้ง ครั้งที่ 1 ประกอบพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร จ.ลำพูน ครั้งที่ 2 ประกอบพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จ.เชียงใหม่ ครั้งที่ 3 ประกอบพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร จ.สกลนคร ครั้งที่ 4 ประกอบพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จ.นครพนม ครั้งที่ 5 ประกอบพิธี ณ พระวิหารวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช โดย พระ สายเขาอ้อ ครั้งที่ 6 ประกอบพิธี ณ อุโบสถวัดพลับ (บางกระจะ) จ.จันทบุรี ครั้งที่ 7 ณวัด พระแก้ว อันศักดิ์สิทธ์ พร้อมคณาจารย์ ร่วมนั่ปรกอีกหลายสิบองค์ ๑๑๑พระยอดธงพระชัยออกศีก๑๑๑ พระยอดธงที่พอทราบก็จะเห็นพระยอดธงที่ขี้นชื่อลือนามคือพระยอดธงวัดพลับหรือวัดบางกะจะ จันทบุรี กล่าวกันว่าเมื่อสมเด็จพระจ้าตากสินจะยกทัพเข้าตีเมืองจันทบุรีได้สร้างพระยอดธงเอาฤกษ์ เอาชัย ฝังไว้ที่เจดีย์วัดแห่งนี้พอย่ำรุ่งก็ให้ทหารเตรียมพร้อมทุบหม้อข้าวหม้อแกงบุกเข้าเมืองจันทบุรีได้ชัยชนะ การสร้างพระยอดธงนั้นเท่าที่เห็นมาพระราชาเป็นผู้สร้างและเชิญพระยอดธงนี้ติดอยู่บนยอดธงจริงๆ ที่เรียกกันว่าพระราชพิธีตรืงหมุด พระราชาต้องทรงศีลก่อนประกอบพิธีขณะพิธีเริ่มพระสงฆ์สวดเจริญพระคาถาตามเนติแบบที่กำหนดไว้ ปัจจุบันเรียกกันว่า ธงชัยเฉลิมพล ฃี่งพระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้พระราชทานให้เป็นขวัญกำลังใจสำหรับกองทัพนั้นๆเคยได้สดับมาว่าผู้ที่เป็นทหารที่เชิญธงชัยนี้แม้ตัวจะถูกอาวุธมีคมสิ้นชีพในสนามตัวจะล้มตายแต่ธงชัยล้มไม่ได้จะต้องมีทหารมารับช่วงเชิญธงชัยเฉลิมพลต่อไปจีงจะหมดหน้าที่ของผู้ที่เชิญธงชัยนั้น ในรัชกาลที่๑ พระองค์ให้อัญเชิญพระชัยองค์หนื่งหน้าตักกว้างประมาณ ๑๕ ฃม หล่อด้วยเงินพระพุทธรูปองค์นี้ถือพัดยศ ชื่งนับเป็นพัดสมณศักดิ์อย่างหนี่งที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดถวายพระสงฆ์ ล้นเกล้ารัชกาลที่๑ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ขี้นประทับบนหลังช้างจืงเรียกกันว่า พระชัยหลังช้าง เพื่อเป็นมิ่งขวัญกำลังใจในกองทัพหรือใช้กระทำการสาบานถือสัตย์ปฎิญาณในกองทัพ ปัจจุบันก็ยังมีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาบันหรือที่เรียกกันว่า ดื่มน้ำสาบานตน พระพุทธรูปพระชัยหลังช้างนี้ได้สร้างจำลองออกมากเป็นเหรียญพระชัยหลังช้าง ๒ วาระแล้ว สำหรับพระยอดธงนั้นนิยมสร้างเป็นพระพุทธรูปปางชนะมารหรือชนะศีก จากฐานองค์พระพุทธรูปจะมีเดือยเล็กน้อยเพื่อติดบนยอดธง ฃี่งต่างกันกับพระหูไห ที่ทหารคาดติดไว้กับตัวเอง การสร้างพระยอดธงวัดสุทธารามครั้งนี้ได้ใช้ทองชนวนพระกริ่งปวเรศ และ เหรียญพระเกจิอาจารย์จำนวนมาก เหรียญดังกล่าวมานี้ได้เข้าพิธีพุทธาภิเษกหลายวาระโดยเฉพาะพิธีของสำนักวัดสุทธารามแล้วนำเหรียญทั้งปวงมาผสมผสานกับทองชนวนพระกริ่งพระเจ้าตากสิน เนื้อทองแดงนำมาสร้างพระยอดธงในครั้งนี้เพื่อเป็นมงคลขวัญกำลัวใจให้พื่น้องชาวพุทธลุกขี้นต่อสู้กับข้าศีกศัตรูให้ได้ชัยชนะเหมือนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทั้งปัจจุบันนี้ชาติบ้านเมืองต้องต่อสู้กับวิกฤติเศรษฐกิจ ต้อสู้กับภัยธรรมชาติ ต่อสู้กับยาบ้า ต่อสู้กับภัยมือที่มองไม่เห็น ขอพลังอานุภาพพระยอดธงอยู่กับบ้านเป็นมงคลกับบ้าน อยู่กับรถเป็นมงคลกับรถ อยู่กับเรือเป็นมงคลกับเรือ อยู่กัยเครื่องเป็นมงคลกับเครื่อง อยู่กับตัวกับเป็นมงคลกัยตัว อยู่ที่ไหนๆ ก็ชนะอุปสรรคทั้งปวงเหมือนหนี่งว่า จะแพ้เมื่อใดพระเจ้าตากสินวงเวียนใหญ่ก็ต้องเอาดาบลงฉะนั้นแล....... 8.6 1 5288 5289 5277 รูปกล่องพระ 23.001 0805 06


เขียนโดย :somkiatthornburi เจ้าของรายการ April 11, 2015 14:26:58


อาร์มพระพุทธโสธรเนื้อสามกษัตรย์รุ่นหล่อสนามหลวงราคาวัดขาดทุน/อาร์มพุทธโสธรหล่อสนามหลวงต้นปี 49 เนื่องในโอกาสอัญเชิญพระพุทธโสธรฉะเชิงเฉรามาประดิษฐานสนามหลวงกรุงเทพปลุกเสก9วัน9คืนต้นปี49 รายละเอียด อาร์มพระพุทธโสธรเนื้อสามกษัตรย์รุ่นหล่อสนามหลวงราคาวัดขาดทุน/อาร์มพุทธโสธรหล่อสนามหลวงต้นปี 49 เนื่องในโอกาสอัญเชิญพระพุทธโสธรฉะเชิงเฉรามาประดิษฐานสนามหลวงกรุงเทพปลุกเสก9วัน9คืนต้นปี49 เนื่องในโอกาสอัญเชิญพระพุทธโสธรฉะเชิงเฉรามาประดิษฐานสนามหลวงกรุงเทพปลุกเสก9วัน9คืนต้นปี49อาร์มพระโสธรขนาดมาตรฐาน ตามธรรมเนียมพระโสธร เกจิดังๆต้นปี49ร้อยกว่ารูปมาร่วมปลุกเสกกลางสนามหลวง พระรุ่นนี้เป็นครั้งแรกที่ทำพิธีหล่อพระและปลุกเสกกลางสนามหลวงพิธีใหญ่มากคนไปแย่งเช่าพระกันกลางสนามหลวงจะหาพระกริ่งโสธรรุ่นพิเศษแบบนี้มีแค่รุ่นนี้เท่านั้น ได้จากเกจิที่ไปปลุกเสกพร้อมกล่องพระ กรรมการจัดสร้างคุณอู๊กรุงสยามมีการขออนุญาติโยงสายสินธ์จากพระอุโบสถวัดพระแก้วมายังสนามหลวงด้วยครับ พระที่ได้มาเดิมๆพร้อมกล่อง ประวัติ หลวงพ่อโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร (วัดหลวงพ่อโสธร) อันบุญบารมีอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ใครๆ จะปฏิเสธไม่ได้เลย และจะแข่งขันให้เท่าเทียมกันนั้นก็ได้ยาก จะมีบ้างก็บางสถานที่ บางท่านบางคนทั้งยังเป็นสิ่งที่เหนือเหตุผลของการพิสูจน์ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า สิ่งมหัศจรรย์นั้นเป็นอจินตัยไม่ควรคิดค้นหาเหตุผล ความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารจะดลบันดาลให้เกิดมีเฉพาะผู้มีบุญวาสนา และผู้เลื่อมใสศรัทธาเชื่อมั่นเท่านั้น หลวงพ่อโสธรองค์หนึ่งที่ทรงอานุภาพศักดิ์สิทธิ์มีอภินิหารเป็นพระพุทธรูปที่ทรงอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ เป็นมิ่งขวัญของชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา และเป็นที่รู้จักเคารพบูชาของประชาชนทั้งหลาย หลวงพ่อโสธร เป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้างประมาณ 1 ศอกเศษ ปรางค์ขัดสมาธิเพชร แต่ได้เสริมแต่งขึ้นจากเดิมโดยพอกปูนลงลักปิดทองให้เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 3ศอก 5 นิ้ว พระเนตรเนื้อเลียนแบบพระสมัยลานช้าง หรือเรียกกันสามัญว่า “พระลาว” ซึ่งพระชนิดนี้มีชื่อว่าวัดหงษ์ โดยที่วัดนี้มีเสาใหญ่ มีหงษ์เป็นเครื่องหมายติดอยู่กับยอดเสา วัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงด้านทิศตะวันตก สถานที่ตั้งวัดแต่ดั้งเดิมนั้น เวลานี้ถูกน้ำเซาะพังเป็นแม่น้ำไปหมดแล้ว วัดนี้ใครเป็นผู้สร้างและสร้างขึ้นในสมัยใดไม่ปรากฏ แต่ได้ความว่าเป็นวัดเก่าแก่สร้างมานานแล้ว ต้นเหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่า โสทรหรือ โสธร นั้นเล่ากันว่ากาลต่อมาหงษ์ใหญ่ที่ติดอยู่บนยอดเสานั้น พลัดตกลงมาหักทำลายคงเหลือแต่เสา จึงได้เอาผ้าผืนใหญ่ทำเป็นธงขึ้นไปแขวนไว้บนยอดเสาแทนหงษ์ประชาชนก็เลยเรียกชื่อตามนิมิตเครื่องหมายนั้นว่า วัดเสาธง นานมาเสาธงนี้ได้ถูกลมพายุพัดหักโค่นลงมาเป็น 2 ท่อน ชาวบ้านก็เลยถือเอานิมิตที่เสาธงหักเป็นท่อนนั้นตั้งเป็นชื่อวัดว่า “วัดเสาทอน” อยู่สิ้นกาลช้านาน จวบจนถึงสมัยที่มีพระพุทธรูป 3 องค์ พี่น้องล่องลอยน้ำมาจากเหนือ และในจำนวนพระพุทธรูป 3 องค์ นั้นได้อาราธนาอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานไว้ที่วัดนี้ 1 องค์ คือ หลวงพ่อโสธร และปรางหลังครั้งหลังก่อนหลวงพ่อโสธรจะมีชื่อเรียกมาอย่างไรไม่มีใครทราบ เมื่อได้หลวงพ่อมาไว้สักการะบูชาแล้ว ก็ได้มีท่านผู้รู้ออกความเห็นว่า วัดนี้ยังเรียกชื่อวัดกันไม่แน่นอน จึงพร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่ว่า “วัดโสทร” อันหมายความว่า วัดพระ 3 องค์ พี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน เมื่อเปลี่ยนเป็นชื่อวัดโสทรแล้ว หมู่บ้านและคลองที่ขึ้นอยู่กับวัดนี้ก็ได้นามเปลี่ยนตามวัดไปด้วย เดิมทีเดียววัดนี้ใช้ตัวหนังสือเขียนว่า “โสทร” ไม่ได้เขียนว่า “โสธร” ดังปัจจุบันนี้ แต่เนื่องด้วยพระพุทธรูปที่ได้มาคือหลวงพ่อโสธรนั้น มีอานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏ และรูปทรงท่านสวยงามมาก จึงได้เขียนและชื่อวัดว่า “วัดโสธร” ซึ่งมีความหมายว่า “พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์” มาจนทุกวันนี้  คำว่า “โสธร” นี้มีพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็นว่า เป็นนามที่ศักดิ์สิทธิ์ (โส) เป็นอักขระสำเร็จรูป ป้องกันทุกข์โศกโรคภัยได้ทั้งปวง (ธ) นั้นเป็นพยัญชนะอำนาจ มีตบะเดชานุภาพ (ร) เป็นอักษรมหานิยมเป็นที่ชื่นชมของเทวดาและมนุษย์ เมื่อ พ.ศ.2458 สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสพระสังฆราชเสด็จมาตรวจการคณะสงฆ์ที่วัดโสธร ทรงสันนิษฐานว่า ผู้ที่ให้ชื่อวัดนี้ไม่ใช่คนที่ไม่รู้ เพราะเป็นนามที่ไพเราะทั้งแปลก็ได้ใจความดังนี้ หลวงพ่อโสธรมาประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธรนานเท่าใด ไม่มีใครทราบได้แน่นอนพอจะมีเค้าตามคำบอกเล่าอันเกี่ยวโยงถึง หลวงพ่อวัดบ้านแหลมจังหวัดสมุทรสงครามและหลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน จังหวัดสมุทรปราการว่า เป็นพระพุทธรูปที่ลอยน้ำมาด้วยกัน และเป็นพระพี่น้องกันและชาวบ้านแหลมได้อัญเชิญหลวงพ่อวัดบ้านแหลมขึ้นจากน้ำเมื่อ พ.ศ.2313 จึงคาดคะเนเอาว่าหลวงพ่อก็คงมาประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธรราว พ.ศ.2313 หรือก่อนนั้นก็ไม่แน่นัก ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโสธรนี้มีผู้เล่าสืบ ๆ กันมาหลายกระแส ได้สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่หลายคน ซึ่งท่านเหล่านั้นก็ได้รับฟังมาจากบรรพบุรุษเล่าให้ฟังต้องกันว่า “หลวงพ่อโสธร” ลอยน้ำมาตามคำว่า มีพระพี่น้องชายกัน 3 องค์ อยู่ทางเมืองเหนือแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ล่องลอยมาตามแม่น้ำจากทางทิศเหนือ เรื่อยมาจามลำแม่น้ำเจ้าพระยา ในที่สุดมาผุดขึ้นใน แม่น้ำบางปะกง ณ ที่ตำบลหนึ่ง และแสดงปาฏิหารย์ลอยทวนกระแสน้ำให้ประชาชนเห็นทั้ง 3 องค์ ประชาชนแถบนั้นต่างพร้อมใจกันอาราธนาเอาเชือกพรวนมนิลาลงไปผูกมัดที่องค์หลวงพ่อทั้ง 3 แล้วช่วยกันฉุดลากขึ้นฝั่งด้วยจำนวนผู้คนประมาณ 500 กว่าคนก็ฉุดขึ้นไม่ได้ เชือกขนาดใหญ่ที่ผูกองค์หลวงพ่อทั้ง 3 ก็ขาดฉุดไม่สำเร็จตามความประสงค์ ครั้นแล้วหลวงพ่อทั้งสามองค์ก็จมน้ำหายไปต่อหน้าคนทั้งหมด สถานที่พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ได้ลอยทวนน้ำมานั้นเลยได้ชื่อว่า “ตำบลสามพระทวน” แต่ต่อมากลับเรียกว่า สัมปทวน ได้แก่แม่น้ำหน้าวัดสมปทวน อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ทุกวันนี้ ต่อจากนั้นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ก็ล่องลอยตามแม่น้ำบางปะกง เลยผ่านหน้าวัดโสธรไปถึงคุ้งน้ำใต้วัดโสธร แสดงอภินิหารผุดขึ้นให้ชาวบ้านบางนั้นเห็น ชาวบ้านได้ช่วยกันอาราธนาฉุดขึ้นฝั่งทำนองเดียวกันกับชาวสัมปทวน แต่ก็ไม่สำเร็จหมู่บ้านบางนั้นจึงได้ชื่อว่า บางพระ มาจนทุกวันนี้ จากนั้นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ก็ล่องลอยทวนน้ำขึ้นมาถึงและลอยวนอยู่ที่หัวเลี้ยว ตรงกองพันทหารช่างที่ 2 ปัจจุบัน สถานที่พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์มาลอยวนอยู่นั้นจึงเรียกกันว่า แหลมหัววน และได้จมน้ำหายไปหลังจากนั้นพระพุทธรูปองค์พี่ใหญ่ ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ปฏิหาริย์ ล่อยลอยไปผุดขึ้นที่ลำน้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ประชาชนชาวประมงอาราธนาขึ้นได้ และประดิษฐานเป็นมิ่งขวัญอยู่ที่วัดบ้านแหลมเราเรียกว่า หลวงพ่อวัดบ้านแหลม ทุกวันนี้เป็นที่บูชานับถือกันว่าเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์ทัดเทียมกับหลวงพ่อโสธร ส่วนองค์สุดท้องได้แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ลอยล่องไปผุดขึ้นที่ปากคลองสำโรง ชาวบ้านแถบนั้นได้อาราธนาขึ้นแพใช้เรือพายลายจูง ทั้งอธิษฐานว่าจะขึ้นเป็นมิ่งขวัญที่ใด ก็ขอให้แพนั้นจงหยุดอยู่กับที่ แล้วล่องมาตามลำคลองแพนั้นก็มาหยุดอยู่หน้าวัดบางพลีใหญ่ใน จังหวัดสมุทรปราการ ชาวบางพลีก็ได้อาราธนาอัญเชิญขึ้นประดิษฐานอยู่ทีวัดบางพลีใหญ่ใน ก็ปรากฏว่ามีผู้คนเคารพเลื่อมใสมากมายทัดเทียมกับหลวงพ่อวัดบ้านแหลม และหลวงพ่อโสธร ส่วนพระพุทธรูปองค์กลาง คือ หลวงพ่อโสธร เมื่อลอยตามน้ำมาจากหัววนดังกล่าวแล้ว ก็มาผุดขึ้นที่ท่าหน้าวัดโสธร กล่าวกันว่าประชาชนจำนวนมากทำการฉุดลากขึ้นโดยได้มีอาจารย์ผู้มีความรู้ทางไสยศาสตร์กระทำตามพิธีการอันถูกต้อง แล้วเอาด้านสายสิญจน์คล้องกับพระหัตถ์หลวงพ่อโสธรอัญเชิญขึ้นมาบนฝั่ง นำมาประดิษฐานในวิหารสำเร็จตามความประสงค์ แล้วก็จัดให้มีการฉลองสมโภช และให้นามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อโสธร องค์หลวงพ่อโสธรจริง ๆ นั้นในสมัยที่ลองลอยน้ำมาเดิม เป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปางสมาธิเพชร หน้าตักกว้างประมาณ 1 ศอกเศษ รูปทรงสวยงามมาก ต่อมาพระสงฆ์ในวัดเห็นว่ากาลต่อไปภายหน้าฝูงคนที่มีตัณหาและความโลภแรงกล้ามีอัธยาศัยเป็นบาปลามกไม่มีความศรัทธาเลื่อมใส จักนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวจะไม่เป็นการปลอดภัย จึงพอกปูนเสริมให้ใหญ่หุ้มองค์จริงไว้ภายในดังปรากฏที่เห็นในปัจจุบันนี้ สถานที่วัดโสธรตั้งอยู่เดิมภายแรกนั้น ทางบกเป็นป่ามีหมู่บ้านคนน้อยมาก การคมนาคมไม่ค่อยสะดวก เมื่อหลวงพ่อโสธรมาประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธรแล้ว ประชาชนชาวเรือนับถือว่า ถ้าได้บอกขอต่อหลวงพ่อโสธรแล้ว สินค้าก็ซื้อง่ายขายคล่องเป็นเทน้ำเทท่า เรือแพที่ผ่านไปมาในแม่น้ำพอถึงที่ตรงกับโบสถ์หลวงพ่อโสธรแล้ว ผู้ที่นิยมนับถือและเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธร ก็วักเอาน้ำในแม่น้ำซึ่งนับถือว่าเป็นน้ำมนต์หลวงพ่อดื่มบ้าง ลูบศีรษะบ้าง ล้างหน้าประพรมเรือสินค้าในเรือ ดังได้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ครั้นต่อมาการคมนาคมทางบกสะดวกขึ้น จึงมีผู้คนไปนมัสการหลวงพ่อกันมากขึ้น ผู้ใดเจ็บป่วยก็มาขอความคุ้มครองจากหลวงพ่อโสธร และก็ได้รับสมความปรารถนาเป็นส่วนมาก กิติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธรได้แผ่ไพศาลไปในถิ่นต่าง ๆ มูลเหตุที่มีงานสมโภชนั้น เล่ากันว่า สมัยหนึ่งบ้านโสธรเกิดข้าวยากหมากแพง ฝนแล้งข้าวกล้าในนาเหี่ยวแห้งตาย สัตว์พาหนะเกิดโรคระบาด ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่เป็นโรคฝีดาษล้มเจ็บลงตามกัน ผู้ที่พอหนีได้ก็ทิ้งสมบัติบ้านเรือนหนีเอาตัวรอด ผู้ที่ป่วยไปไม่ไหวก็นอนรอวันตายของตนอยู่ ในกาลนั้นยังมีบุรุษหัวหน้าครอบครัว ๆ หนึ่งก็ได้เป็นโรคนี้ เมื่อเห็นว่าไม่มีคนที่พอจะเป็นที่พึ่งกันได้ ก็เลยหันหน้าเข้าพึ่งสรณะนมัสการอธิษฐานบนบานขอความคุ้มครองรักษาจากหลวงพ่อ โสธรในวิหาร รับเอายาดีของหลวงพ่อโสธรมา 3 อย่าง คือ ขี้ธูป 1 ดอกไม้เหี่ยวแห้งที่บูชาแล้ว 1 และน้ำมนต์จากหลวงพ่อโสธร 1 เอามาต้มกินทาอาบทั่วสรรพางค์กาย ปรากฏว่าได้ผลสมปรารถนา โรคภัยต่าง ๆ หายเป็นปกติด้วยความดีใจที่โรคหายสมประสงค์จึงจัดให้มีการสมโภชแก้บนถวายหลวงพ่อแต่นั้นมา กิติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธร ก็แพร่ไปทั่วในถิ่นต่าง ๆ กว้างขวางมากยิ่งขึ้นจนเป็นที่เลื่องลือนับถือบูชาว่าหลวงพ่อโสธรศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดปรารถนาสิ่งใดที่ชอบธรรม ท่านก็ประสิทธิ์ประสาทให้สมประสงค์ การสมโภชแก้บนจึงมีขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา มีพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับหลวงพ่อโสธร ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อคราวเสด็จประพาสจังหวัดฉะเชิงเทรา พ.ศ. 2451 ไว้ดังนี้ “กลับมาแวะวัดโสธร” ซึ่งกรมหลวงดำรงคิดจะแปลว่า ยโสธรจะให้เกี่ยวข้องแก่การที่ได้สร้าง เมื่อเสด็จกลับจากการไปตีเขมร แผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ หรือเมื่อใดนั้นเป็นที่สงสัยด้วยเห็นไม่ถนัด พระพุทธรูปทำด้วยศิลาแลงทั้งนั้น องค์ที่สำคัญว่าเป็นหมดดีนั้น คือ องค์ที่อยู่กลาง ดูรูปตักและเอวงามเป็นทำนองเดียวกันกับพระพุทธรูปเทวปฏิมากร แต่ตอนบนกลายเป็นด้วยฝีมือผู้ปั้นไปว่า ลอยน้ำมาก็เป็นความจริงเพราะเป็นศิลาคงจะไม่ได้ทำในที่นี้”  อานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธร มีมากเหลือที่จะเล่าสู่กันฟังให้หมดได้ เพราะหลวงพ่อโสธรเปรียบเสมือนเป็นต้นโพธิ์ไทรอันใหญ่ ให้สรรพสัตว์ได้พำนักอาศัย หลวงพ่อโสธรเป็นร่มใหญ่กางกั้นสรรพภัยอันตราย ความเดือดร้อนลำเค็ญให้สรรพสัตว์ได้อยู่เย็นเป็นสุข เป็นแพทย์วิเศษพยาบาลผู้อาพาธให้หายขาดไม่กลับคืน เป็นสรณะที่พึ่งพิงของหมู่บริษัทที่ถูกภัยคุกคามเป็นนิธิบ่อบุญกุศลของทายกทายิกาผู้ใฝ่หาบุญกุศลเป็นหมอดูพยากรณ์ทายโชคชะตาวาสนาทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน ให้ทุกท่านผู้ต้องการทราบหลวงพ่อเป็นสัพพัญญูสำเร็จวิชาทุกอย่างทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นบรมครูของเทวดาและมนุษย์ไม่มีผู้ใดยิ่งไปกว่าหลวงพ่อ บบre5 3293 94 91


เขียนโดย :somkiatthornburi เจ้าของรายการ April 11, 2015 14:26:41

อ้างอิงถึงรายการ : /auction/พระเนื้อดิน/5170307


ราคาพิเศษ พระเคาะเดียวปิดครับ<<< พระเนื้อดินผงเกสร 25 พุทธศตวรรษ เนื้อผงเกสาสภาพสวยแบบผิวเดิมๆ มวลสารและพิมพ์ติดหน้าตา ดูง่ายแท้ทุกสนามครับ  25 พุทธศตวรรษ ปี2500 องค์นี้สภาพสวยแบบผิวเดิมๆ พิมพ์คมติดหน้าตาชัดเจน ลักษณะพิมพ์ทรงถูกต้องตามหลักการครับ (พระราคาหลักร้อย พุทธคุณหลักล้านครับ) ภาพถ่ายจากองค์จริง ไม่มีการแต่งภาพใดๆ เลยครับ พระองค์นี้จัดว่าเป็นพระดูง่าย แท้ทุกสนามครับ และรับประกันพระมาตรฐานสากล ตามกฎ ครับ ลองชม ลองพิจารณาดู ถ้าสนใจก็เชิญเคาะได้เลยนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังจริง ๆ ครับ พร้อมกล่องเดิมรุ่นเก่าจากหลวงพ่อเณรวัดศรีสุดาราม พระเครื่อง ๒๕ พุทธศตวรรษ ประวัติพิธีการสร้างและปลุกเสก ครั้งยิ่งใหญ่ พระเครื่องที่มีพิธีกรรมปลุกเสกครั้งยิ่งใหญ่ในเมืองไทย วงการพระจักต้องจารึกพระราชพิธีที่สำคัญยิ่งไว้ในครั้งนั้น ได้แก่ พิธีพุทธาภิเษก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า 25 พุทธศตวรรษ ซึ่งพิธีนี้ปลุกเสกที่พระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานครนี่เอง และนับเป็นพิธีมหาพุทธาภิเษกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นพระเครื่องที่ทางการได้จัดสร้างขึ้นเพื่อนำเงินรายได้จัดสร้างพุทธมณฑลที่ตำบลศาลายา และบูรณปฏิสังขรณ์ปูชนียสถานที่สำคัญๆ ในทางพุทธศาสนาของเรา นับเป็นการสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และถูกต้องครบถ้วนตามพิธีทางศาสนา ทำการปลุกเสกโดยพระคณาจารย์ที่มีชื่อ 108 องค์ ซึ่งทางการได้คัดเลือกมาจาก ทั่วราชอาณาจักร เป็นพระเครื่องที่มีพุทธานุภาพและปาฏิหาริย์หลายอย่างแก่ผู้มีไว้ในครอบครอง พระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษ มีด้วยกัน 3 ชนิด คือ 1.พระเครื่องเนื้อทองคำแท้ สร้างเพียง 2,500 องค์ 2.พระเครื่องเนื้อชิน สร้างเพียง 2,421,250 องค์ 3.พระเครื่องเนื้อดิน สร้างเพียง 2,421,250 องค์ 4.พระเครื่องชนิดเหรียญนิกเกิล สร้างเพียง 2,000,000 เหรียญ อนึ่ง นอกจากนี้ก็มีพิมพ์พิเศษ ซึ่ง พล.ต.ต.เนื่อง อาขุบุตร หนึ่งในกรรมการดำเนินงานได้สร้างขึ้นเป็นพิมพ์สี่เหลี่ยม พระชุดนี้ พล.ต.ต.เนื่อง อาขุบุตร ได้นำเข้าพิธีพร้อมกับพระเนื้อชินและเนื้อดิน เมื่อเสร็จพิธีแล้วได้แจกให้กับกรรมการที่มีส่วนในการจัดงานให้ลุล่วงไปด้วยดีคนละหนึ่งองค์ หากผู้ใดจะเช่าบูชานั้นจะสมนาคุณรายที่เช่าบูชาพระเนื้อดินหรือชินพร้อมกันครั้งละ 100 องค์ สำหรับพระเนื้อชินและเนื้อดินนั้นมีส่วนผสมที่น่าสนใจมาก คือ พระเนื้อชิน ที่ประกอบด้วยมวลสารของโลหะหลายอย่างเช่น พลวง, ดีบุก, ตะกั่วดำ และ แผ่นเงิน, ทองแดง ที่พระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณทั่วประเทศทำการลงอักขระยันต์มาแล้ว ยังมีชนวน หล่อพระในพิธีอื่นๆ พร้อมผงตะไบ “พระกริ่งนวโลหะ” ทั้งของ สมเด็จพระสังฆราชแพ และ ท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์) วัดสุทัศน์ มาเป็นชนวนในการสร้างที่มากถึง 2,421,250 องค์ ส่วน พระเนื้อดินผสมผงเกสร ก็มีมวลสารที่ประกอบด้วยดินจาก ทะเลสาบสงขลาเกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา เป็นส่วนผสมหลัก เนื่องจากดินที่เกาะยอเนื้อละเอียดมีลายเป็นพรายน้ำในตัวและมีสีเหลืองนวลคล้าย พระซุ้มกอ, พระลีลาเม็ดขนุน โดยนำมาผสมกับผงเกสรดอกไม้ 108 ชนิด แล้วยังมีว่านต่างๆ พร้อมดินหน้าพระอุโบสถ, ดินหน้าพระอารามสำคัญของแต่ละจังหวัด และดินจากบริเวณที่ประดิษฐานพระประธานพุทธมณฑล รวมทั้งดินจากสังเวชนียสถาน 4 ตำบล (ประสูติ-ตรัสรู้-ปฐมเทศนา-ปรินิพพาน) จากประเทศอินเดีย โดยมีผงพุทธคุณจากพระคณาจารย์ 108 รูป ผงพระเครื่องที่ชำรุด เช่น พระสมเด็จวัดระฆัง, พระรอด, นางพญา, ผงสุพรรณ, ซุ้มกอ, กำแพงลีลาเม็ดขนุน, ขุนแผนบ้านกร่าง ฯลฯ รวมทั้ง ผงตะไบพระกริ่งนวโลหะ ของ สมเด็จพระสังฆราชแพ, เจ้าคุณศรี (สนธิ์) วัดสุทัศน์ ดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากการสร้างพระ 25 พุทธศตวรรษ เนื้อดินผสมผง ตั้งโรงงานสร้างขึ้นในบริเวณวัดสุทัศน์ พระเนื้อดินผสมผงก็สร้างด้วยจำนวนมากเท่ากับเนื้อชิน คือ 2,421,250 องค์ ซึ่งพอสร้างเสร็จและนำเข้าเตาเผาก็จะปรากฏเป็นสีที่แตกต่างกัน เช่น ดำ, น้ำตาลไหม้, เทา, เขียว, ขาวนวล, พิกุลแห้ง, หม้อใหม่, ครีม, ชมพู รวมทั้ง เนื้อสองสี (ที่เรียกว่า เนื้อผ่าน) และหากตั้งข้อสังเกตจะเห็นได้ว่าสีขององค์พระจะคล้ายกับพระที่สร้างในยุคโบราณ ทั้ง พระรอด, พระคง, พระเปิม และ พระบาง รวมทั้งพระเนื้อดินเผาสกุล นางกำแพง, ผงสุพรรณ และพระกรุของเมือง อยุธยา เป็นต้น ประธานฝ่ายสงฆ์ของพิธีกรรม คือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศมหาวิหาร ประธานฝ่ายฆราวาส จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ประธานฝ่ายจัดสร้างพระพิมพ์ รองประธานฝ่ายจัดสร้างได้แก่ พลตำรวจตรี เนื่อง อาขุบุตร ท่านได้เป็นกรรมการจัดจำหน่ายให้สาธุชนและผู้มีเกียรติทั้งหลายเช่าบูชาไปสักการะ หรือนำติดตัวเพื่อป้องกันอุบัติเหตุร้ายได้อีกด้วย พิธีกรรม การทำพิธีพุทธาภิเษกปลุกเสกพระเครื่อง ได้นิมนต์พระคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิมาทำพิธีถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกนำสิ่งของที่จะสร้างมาทำพิธีพุทธาภิเษกปลุกเสกเสียก่อนครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2500 ณ พระอุโบสถวัดสุทัศน์ มีพระคณาจารย์มาทำพิธีครบ 108 องค์ ต่อมาเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงพระกรุณาเททอง หล่อพระทองคำ แล้วทรงพิมพ์พระเนื้อดินและชนิดเนื้อชินเป็นปฐมฤกษ์ แต่วันนั้นได้สร้างในบริเวณวัดสุทัศน์เป็นเวลาถึง 3 เดือนเศษจึงแล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2500 ได้ทำพระเครื่องทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวแล้ว เข้าพิธีพุทธาภิเษกอีกครั้งเป็นระยะเวลา 3 วัน 3 คืน รวมเวลาทำพิธีพุทธาภิเษก 2 ครั้ง 6 วัน 6 คืน มีพระเกจิอาจารย์ที่ทางการ ร่วมอาราธนามาปลุกเสก 108 องค์ การสร้างพระเครื่องนี้ ได้ลงมือทำพิธีปลุกเสกสรรพสิ่งตลอด 3 วัน 3 คืน ในพระอุโบสถวัดสุทัศน์เทพวราราม ราชวรมหาวิหาร มีสมเด็จพระราชาคณะ , เจริญพระพุทธมนต์ 25 รูป พระคณาจารย์ปลุกเสก บรรจุพุทธาคมครบ 108 รูป อภินิหารพระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษ ปืนเอ็ม 16 กระหน่ำยิง 30 นัด ไม่ระคายผิว พระเครื่องราคาสูงหลัก “แสน” หรือหลัก “ล้าน” ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะ “เข้มขลังตามมูลค่า” ขณะที่ราคาพระเครื่องหลัก “ร้อย” หรือหลัก “พัน” อาจมีพุทธานุภาพสูงส่งก็ได้เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องวัดได้ ซึ่งผิดกับความร้อน-หนาวที่วัดได้ด้วย “เทอร์โมมิเตอร์” แต่สิ่งเดียวที่พอจะวัดได้ก็คือ “ประสบการณ์” เพราะเป็น “ปรากฏการณ์” ให้พบเห็นทั้งในอดีตและปัจจุบันอยู่เสมอ “เหนือลิขิต ประกาศิตฟ้าดิน” ฉบับนี้จึงขอนำท่านผู้ อ่าน “อ่านความจริง...อ่านเดลินิวส์” ย้อนกลับไปพบกับข่าวหนึ่งบนหน้าหนังสือพิมพ์ “เดลินิวส์” ที่ได้บันทึกเหตุการณ์เป็นข่าวที่สุดตื่นเต้นเป็นการพิสูจน์ถึงอภินิหารของ “พระเครื่อง ๒๕ พุทธศตวรรษ” ที่ปัจจุบันยังมีให้บูชาในราคาไม่สูงเกินไปนัก โดยหนังสือพิมพ์ “เดลินิวส์ ฉบับที่ ๙,๔๗๐ ประจำวันศุกร์ที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘” ได้เสนอข่าวถึงเรื่องราวปาฏิหาริย์ของ “พระเครื่อง ๒๕ พุทธศตวรรษ” ที่มีรายงานข่าวจาก จังหวัดพัทลุง ว่าเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๑๘ เวลา ๐๔.๓๐ น. นายสืบศักดิ์ แกล้วทนง อายุ ๒๓ ปี บ้านอยู่หมู่ที่ ๒ ต.ป่าพยอม อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์กลับจากดูโขนสดและภาพยนตร์ที่ วัดป่าพยอม เพื่อกลับบ้าน ขณะขับขี่ไปถึง ตลาดป่าพยอม เกิดไปเฉี่ยวเอาราษฎรหน่วยปฏิบัติการพิเศษ “ชุดล่าสังหาร” ผู้หนึ่งที่ทาง “ทหาร ผส.๕ ค่ายเสนาณรงค์ อ.หาดใหญ่” มาจัดตั้งหน่วยขึ้นที่ ต.ป่าพยอม อ.ควนขนุน เพื่อทำหน้าที่ปราบปรามผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งกำลังเดินกลับ เข้าค่าย จำนวน ๔ คน ราษฎรหน่วยปฏิบัติการพิเศษ “ชุดล่าสังหาร” ผู้ที่ถูก “นายสืบศักดิ์” ขับรถเฉี่ยวจึงตะโกนบอกให้ “นายสืบศักดิ์” หยุดรถแต่ “นายสืบศักดิ์” เป็น “คนหูหนวก” จึงไม่ได้ยินเลยไม่หยุดรถ “หน่วยล่าสังหาร” ผู้นั้นจึงรัว “ปืนเอ็ม ๑๖” เข้าใส่ “นายสืบศักดิ์” ที่ยังขับรถทั้งหมด ๓๐ นัด กระสุนปืนพุ่งเข้าหา “นายสืบศักดิ์” เต็มแผ่นหลังจนตกลงจากรถจักรยานยนต์ หน่วยล่าสังหารทั้ง ๔ นายจึงกรูเข้าไปดูกลับเห็น “นายสืบศักดิ์” ปราศจากบาดแผลเนื่องจาก “กระสุนปืนเอ็ม ๑๖” ที่ยิงใส่นายสืบศักดิ์ไม่ระคายผิวเลย “หน่วยล่าสังหาร” ทั้ง ๔ นายจึงช่วยกันหักคอ “นายสืบศักดิ์” จนตายคามือแล้วพากันหลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการชันสูตรศพ จึงพบว่าแผ่นหลังของ “นายสืบศักดิ์” ถูกกระสุนปืนเอ็ม ๑๖ หลายนัดแต่กระสุนไม่ทะลุ มีเพียง “รอยไหม้เกรียม” ที่เกิดจากพิษกระสุนปรากฏเป็นจุด ๆ เท่านั้น ส่วนเหตุที่เสียชีวิตก็เพราะกระดูกบริเวณแผ่นหลังและที่ลำคอของ “นายสืบศักดิ์” หักหลายชิ้นเจ้าหน้าที่ค้นในตัวศพจึงพบว่าหนุ่มใบ้ผู้เสียชีวิตมีเพียง “พระเครื่อง ๒๕ พุทธศตวรรษ ๑ องค์” เท่านั้นซึ่งเป็นพระเครื่องที่จัดสร้างขึ้นเมื่อคราวมีงานฉลอง “๒๕ พุทธศตวรรษ” ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งครั้งนั้นรัฐบาลได้จัดตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อดำเนินงานเกี่ยวกับการสร้างพระเครื่อง ๒๕ พุทธศตวรรษ สำหรับเป็นที่ระลึกและแจกจ่ายสมนาคุณให้แก่ประชาชน ผู้ที่มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินสมทบทุนในการสร้าง “พุทธมณฑล” โดย “พระเครื่อง ๒๕ พุทธศตวรรษ” ที่จัดสร้างขึ้นในครั้งนั้นมีรายการและรายละเอียดดังนี้ ๑. เนื้อชิน พุทธลักษณะเป็นรูปองค์พระปฏิมากรแบบนูน เป็นพระที่สร้างขึ้นด้วยเครื่องปั๊มขนาดความกว้าง ๑.๘ ซม. สูง ๔.๗ ซม. หนา ๒ มม. วัสดุที่สร้างมีส่วนผสมต่าง ๆ ดังนี้ “พลวง, ดีบุก, ตะกั่วดำ, เนื้อนวโลหะ” และ “แผ่นทองแดง, แผ่นตะกั่ว, แผ่นเงิน” ที่พระอาจารย์ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรทำการลงอักขระเลขยันต์ และคาถาต่าง ๆ แล้วนำมาผสมหล่อหลอมเข้าด้วยกันโดยมีจำนวนสร้าง ๒,๔๒๑,๒๕๐ องค์ ๒. เนื้อดิน พุทธลักษณะเป็นรูปองค์พระปฏิมากรแบบนูน สร้างขึ้นด้วยเครื่องปั๊มมีด้วยกัน ๒ พิมพ์คือ “พิมพ์เขื่อง” มีขนาดกว้าง ๑.๖ ซม. สูง ๔.๒ ซม. หนา ๖ มม. “พิมพ์ย่อม” มีขนาดกว้าง ๑.๔ ซม. สูง ๓.๙ ซม. หนา ๔ มม. วัสดุที่ใช้สร้างเป็น “เนื้อดิน” ทั้ง ๒ พิมพ์โดยนำดินที่ขุดจาก ทะเลสาบจังหวัดสงขลา ผสมกับ เกสรดอกไม้ ๑๐๘ ชนิด ตลอดทั้งว่านและใบไม้ต่าง ๆ พร้อม ดินจากหน้าพระอุโบสถ ที่มีความสำคัญจากจังหวัดต่าง ๆ อีกทั้งดินที่นำมาจากสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง ใน ประเทศอินเดีย นอกจากนี้ยังใช้ผงวิเศษจากพระอาจารย์ต่าง ๆ และพระเครื่องโบราณที่ชำรุดเช่น “พระสมเด็จฯ, พระขุนแผน, พระนางพญา, พระรอด” มาผสมเข้าด้วยกัน จำนวนที่สร้าง ๒,๔๒๑,๒๕๐ องค์ เช่นกันกับเนื้อชินโดยพระเครื่องเนื้อดินเผามีด้วยกันหลายสี อาทิ สีดำ, สีเทา, สีขาวนวล, สีพิกุลแห้ง, สีหม้อใหม่, สีครีม, สีชมพู, สีน้ำตาลไหม้ ฯลฯ เป็นต้น ๓. เนื้อทองคำ พุทธลักษณะเป็นรูปองค์พระพุทธปฏิมากรแบบนูน สร้างด้วยเครื่องปั๊มมีขนาดกว้าง ๑.๘ ซม. สูง ๔.๗ ซม. หนา ๒ มม. ด้านหน้าและด้านหลังพุทธลักษณะโดยทั่วไปเป็นแบบเดียวกันกับพระ “เนื้อชิน” และจำนวนสร้างเท่ากับ พ.ศ. ที่สร้างคือ ๒,๕๐๐ องค์ โดยน้ำหนักทองคำองค์ละ ๖ สลึง ทางด้านพิธีกรรมการ ปลุกเสกครั้งแรกทำการปลุกเสกสรรพวัตถุและมวลสารต่าง ๆ ก่อนที่จะได้นำมาสร้างเป็นพระโดยประกอบพิธีปลุกเสก ณ พระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืนด้วยกัน โดยในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ เวลา ๑๖.๓๐ น. ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นประธานพิธี สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ) สังฆนายก วัดเบญจมบพิตรฯ จุดเทียนชัยและมีพระเกจิอาจารย์ ๑๐๘ รูป นั่งปรกปลุกเสก บรรจุพุทธาคมลงในสรรพวัตถุและมวลสารต่าง ๆ จนตลอดคืน จากนั้นวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ เวลา ๑๖.๓๐ น. พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ประธานคณะกรรมการฯเป็นประธานพิธี และพระราชาคณะ ๒๕ รูป เจริญพระพุทธมนต์ พระเกจิอาจารย์ ๑๐๘ รูปนั่งปรกปลุกเสกบรรจุ พุทธาคมลงในสรรพวัตถุ และมวลสารต่าง ๆ ตลอดคืน  ธธ102 1670ฝฝ73 1 74ฝฝ76 77ฝฝ79 3 80 85ฝฝ88 5  ตต101 1802ฝฝ04 1 05ฝฝ07 2 08ฝฝ10  3


เขียนโดย :somkiatthornburi เจ้าของรายการ April 11, 2015 14:26:25


พระสมเด็จ วัดระฆัง รุ่น อนุสรณ์ 122 ปี พิมพ์ทรงเจดีย์ พุทธาภิเษกเมื่อ 22 มิถุนายน ปี 2537 พิธีดีและยิ่งใหญ่ครับ พิธีดี พิธีใหญ่ จัดสร้างและประกอบมหาพุทธาภิเษกเมื่อ 22 มิถุนายน ปี 2537 ณ พระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตาราม ผสมมวลสารเก่า ของสมเด็จโต และพระรุ่นเก่าๆที่ชำรุด แตกหัก ของวัดระฆัง รวมถึงมวลสารจากทั่วประเทศ เกจิคณาจารย์ดังในยุคนั้นทั่วประเทศถึง 112 รูป นั่งปรกบริกรรมคาถาปลุกเสกตลอดทั้งคืน รายนามพระอาจารย์ที่ร่วมปลุกเสก ..... หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว หลวงพ่อเกตุ วัดเกาะหลัก หลวงปู่ทิม วัดพระขาว หลวงปู่ดี วัดพระรูป หลวงพ่อ เพิ่ม วัดป้อมแก้ว หลวงพ่อจวน วัดไก่เตี้ย หลวงพ่อสวัสดิ์ วัดศาลาปูน หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาสะวัน หลวงพ่อลำใย วัดทุ่งลาดหญ้า หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์ หลวงพ่อผล วัดดักคะแนน หลวงพ่อลมูล วัดเสด็จ หลวงพ่อจ้อย วัดศรีอุทุมพร หลวงปู่แย้ม วัดสามง่าม หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม หลวงพ่อคร่ำ วัดวังหว้า หลวงพ่อพูลทรัพย์ วัดอ่างศิลา หลวงพ่อสวัสดิ์ สำนักวิปัสสนาเม้าสุขา ฯลฯ พระจะ 20 ปีแล้ว ราคายังเบาๆ อยู่ครับ พระสมเด็จรุ่นนี้... สำหรับผู้ที่ชอบพระสมเด็จวัดระฆัง แต่ทุนน้อย ขอแนะนำรุ่น อนุสรณ์ 122 ปี นี้เลยครับ เพราะพิธีดี มวลสารดี พิธีใหญ่ เกจิคณาจารย์ที่ร่วมปลุกเสกหลายท่านล้วนมีชื่อเสืยง อายุพระเก่าแก่พอประมาณ (20 ปี) พิมพ์สวยงาม ชช 9131ฝฝ34 1 


เขียนโดย :somkiatthornburi เจ้าของรายการ April 11, 2015 14:26:00

อ้างอิงถึงรายการ : /auction/หลวงพ่อทวด-วัดอื่นๆ/4983250


ขอบคุณมากค่ะ เตรียมส่ง 23/2/58 RI011159345TH


เขียนโดย :กานต์กันต์ เจ้าของรายการ February 22, 2015 06:15:58

อ้างอิงถึงรายการ : /auction/พระหล่อ-รูปเหมือนปั้ม/4948239


ลูกค้าชั้นดี จริงใจ โอนไวมากครับ ส่งแล้วครับ RI 073713400TH


เขียนโดย :krichthep.k เจ้าของรายการ February 07, 2015 14:38:50


ยอดเยี่ยมมากครับ สำหรับท่านนี้ ซื้อจริง โอนไว เครดิตเยี่ยมครับ ขอบคุณมากครับ


เขียนโดย :เมฆสีทอง เจ้าของรายการ February 06, 2015 01:20:33


ยอดเยี่ยมมากครับ สำหรับท่านนี้ ซื้อจริง โอนไว เครดิตเยี่ยมครับ ขอบคุณมากครับ


เขียนโดย :เมฆสีทอง เจ้าของรายการ February 06, 2015 01:19:38

หน้าที่ :  23