ประวัติพระกรุวัดคลองขอม สุพรรณบุรี วัดคลองขอม หมู่ 3 คลองขอม เขตสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อราวปีพุทธศักราช 2456-2460 เจ้าอาวาสวัดคลองขอมในขณะนั้น คือหลวงพ่ออุ่ม ท่านเป็นศิษย์องค์หนึ่งของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่ออุ่มมักไปมาหาสู่กับหลวงปู่ศุขเป็นประจำ หลวงปู่ศุข ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็มักได้รับนิมนต์ให้ไปปลุกเสกพระที่ วัดต่างๆ เช่นวัดอนงคาราม ในกรณีนี้ก็เช่นกัน หลวงปู่ศุข ท่านก็ได้มาช่วยสร้างพระเพื่อหาทุนสร้างพระอุโบสถที่ วัดคลองขอมแห่งนี้ มวล สารที่นำมาเป็นส่วนผสมในการทำพระใช้ผงวิเศษ ว่าน 108 เกสรดอกไม้ ผงปถมัง ผงอิทธิเจ จากการลบสูตรแบบโบราณ และยังได้นำใบลานเก่ามาเป็นส่วนผสมด้วย ประวัติศาสตร์ส่วนนี้กล่าวกันว่า ขณะที่นำเอาตำราใบลานเก่าที่ชำรุดมาเผา หลวงปู่ศุข และหลวงพ่ออุ่ม ก็ได้เดินจงกรมทำสมาธิไปรอบๆกองไฟด้วย เชื่อกันว่าผงใบลานนี้ให้ผลทางคงกระพันชาตรี เมื่อสร้างเสร็จ หลวงพ่ออุ่มและหลวงปู่ศุขได้ร่วมกันปลุกเสกเป็นเวลา 1 ไตรมาส (ก่อนเข้าพิธีใหญ่) พิธีพุทธาภิเศกพระที่บรรจุในกรุคลองขอม ประมาณปี พ.ศ.2456-2460 ในสมัยหลวงพ่ออุ่มเป็นเจ้าอาวาสนั้น เป็นการปลุกเสกหมู่ครั้งใหญ่ โดย มีหลวงปู่ศุข แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า เป็นประธานในพิธี นอกจากนี้ยังมีพระเกจิอาจารย์จากเขตสุพรรณบุรี ชัยนาทและจากที่อื่นๆที่เก่งๆอีกหลายท่าน มาร่วมปลุกเสก แต่ที่รู้จักกันดีได้แก่ หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว, หลวง พ่ออิ่ม วัดหัวเขา แม้กระทั่งหลวงพ่อปาน แห่งวัดบางนมโค ก็มาร่วมพิธีนี้ด้วย เพียงแค่นี้ก็ถือได้ว่าสุดยอดแห่งพิธีกรรมแล้ว เพราะพระเกจิที่มาปลุกเสกนั้นถือได้ว่าเข้มขลังและ “เก่งจริง!” หลัง จากนั้นก็แจกแก่บรรดาผู้มาร่วมการกุศล กล่าวกันว่า เมื่อโบสถ์สร้างเสร็จ พระผงยังคงเหลืออยู่จำนวนมาก ส่วนเนื้อทองเหลืองเหลือน้อย หลวงพ่ออุ่ม ได้บรรจุพระเข้าในเจดีย์ที่สร้างขึ้นหน้าโบสถ์ และใต้ฐานชุกชีพระประธานในโบสถ์ พร้อมกับบันทึกเหล็กจารในแผ่นเงิน ระบุความเป็นมาของพระชุดนี้บรรจุเข้าไปในพระเจดีย์ด้วย และที่เจดีย์นั้นได้มีการเขียนป้ายปิดไว้ว่าเป็นกรุพระของหลวงปู่ศุขอย่างชัดเจน เมื่อครั้งที่แตกกรุมาใหม่ๆ ประมาณปี พ.ศ.2522 - 24 ว่า กันว่าเซียนพระจากส่วนกลางได้เดินทางไปบูชาเหมามาเป็นจำนวนมาก ว่ากันว่าค่อนกรุเลยทีเดียว ต่อมาประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา ได้มีคนนำมาลงโฆษณาในหนังสือมหาโพธิ์เป็นเจ้าแรก ให้ผู้ที่สนใจตัดบัตรไปแลกซื้อ ต่อมาก็มีข่าวว่ามีหนังสือเล่มอื่นๆ ทำด้วยเหมือนกัน เรื่อง เล่าเกี่ยวกับการแตกกรุ ได้ฟังจากเซียนใหญ่ที่ได้พระมาตั้งแต่ครั้งแตกกรุใหม่ๆเป็นจำนวนมาก ท่านว่ากรุที่อยู่ใต้พระประธานอุโบสถวัดคลองขอมแตกออกมาเนื่องจากหลังคารั่ว น้ำฝนได้ตกลงมาที่องค์พระเป็นเวลานาน ทำให้ฐานด้านหนึ่งขององค์พระผุและหักล้มลงพิงกำแพง ชาวบ้านต้องช่วยกันยกไว้วางข้างๆตำแหน่งเดิม จึง ได้พบกรุที่บรรจุพระพิมพ์เป็นหลุมขนาดใหญ่ สภาพกรุมีสองชั้น พระที่อยู่ชั้นบนผิวพรรณสะอาด ชั้นล่างมีน้ำฝน ไหลซึมผ่าน ขังแล้วแห้งไปๆ เมื่อได้นำพระขึ้นมา ปรากฎมีทั้งดินทรายจับเป็นจำนวนมาก ทางวัดได้นำมากองเรียงๆ ไว้เป็นก้อนใหญ่บ้าง เล็กบ้าง พระมีดินจับอยู่เต็ม และติดกันเป็นก้อน พอจะนับแยกองค์ ก็ต้องเอาน้ำหยอดแล้วเอาเครื่องมือที่พอหาได้ ค่อยๆเซาะพระออกจากกันทีละน้อยๆ ซึ่งแน่นอนพระอาจจะมีตำหนิหรือจะไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก อีก จุดหนึ่งคือกรุพระที่อยู่ภายในเจดีย์ ซึ่งได้ถูกคนร้ายแอบเจาะจนชำรุด ทางวัดจึงได้ปรึกษาคณะ กรรมการทำการเปิดกรุ พบพระเครื่องเหล่านี้บรรจุอยู่มากมาย ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง (กรุงเทพ-สุพรรณและชัยนาท)ต่างก็พามาเช่าหากัน หมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน พระกรุคลองขอมจำนวนมากๆ ก็ยังอยู่ในความครอบครองของเซียนหลายท่าน เจ้าละมากๆ ทำให้ไม่เป็นที่แพร่หลายหรือรู้จักเท่าที่ควรเพราะ ไม่มีให้เล่น ที่มีออกมาให้เห็นโดยมากเป็นของเก็บเก่าของชาวบ้าน หรือผู้ศรัทธาในองค์หลวงปู่ศุข ได้ไปเช่าหาเก็บไว้เมื่อครั้งกรุแตก อย่างไรก็ตามหากท่านผู้อ่านคิดจะเก็บพระกรุของแท้ล้านเปอร์เซ็นต์ไว้ศึกษา หรือเพื่อนำมาบูชาติดตัวถือได้ว่าไม่ผิดหวังในเรื่องของพุทธคุณ ดังที่เคยปรากฏเป็นข่าวบ่อยๆ ทั้งเรื่องแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ หรือยิงฟันไม่เข้า มีหลายคนที่มีปัญหาเดือดร้อนเรื่องการเงิน เอาไปบูชาสวดขอพรทุกคืนก็ประสบผลสำเร็จ หากถ้าคิดจะเก็บจะหาไว้บูชาก็ช่วงนี้ละครับ เพราะราคายังไม่แพง เป็นพระหลักร้อยพุทธคุณหลักแสน ก็ว่าได้!!
"แป๊ะโค้วเซียน" นี่คนนับถือเขาจะเรียกท่านว่า "เอี๊ยะฮงเซียน" หรือ "เอี๊ยะฮงโพธิสัตว์" ครับ (ขอเล่าอย่างย่อนะ) เดิมท่านก็เป็นคนธรรมดานี่แหละ ต่อมาท่านฝักใฝ่ปฏิบัติธรรม กินเจ แล้วเลิกละสิ่งต่าง ๆ ไปภาวนาอยู่ในโรงเจละแวกนั้น จนท่านสำเร็จบรรลุธรรม(ตามอย่างมหายาน) คืนวันที่ท่านบรรลุธรรมนั้นเกิดพายุใหญ่อย่างไม่เคยมีมาก่อน ฟ้าผ่า ฟ้าร้องอย่างหนัก คนหัวตะเข้กลัวกันมาก เช้ามาถึงรู้ว่าท่านสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาแล้ว ชื่อที่เรียกว่า ตำบลหัวตะเข้ ก็เพราะเมื่อก่อนในคลองหัวตะเข้นั้นมีจระเข้ใหญ่อาศัยอยู่ กินวัวควายของชาวบ้านไปหลายตัวสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คนมาก ต่อมาเมื่อเห็นชาวบ้านอยู่ไม่เป็นสุขเพราะบ้านเรือนอยู่ริมน้ำและต้องสัญจร ทางน้ำอยู่เป็นสำคัญ เอี๊ยะฮงจึงทำพิธีเรียกจระเข้ใหญ่ขึ้นมาเหนือน้ำแล้วลงไปยืนเหยียบหัวจระเข้ พลางสั่งให้มันกินอยู่อย่างสงบ ไม่ให้ทำร้ายคน และไม่ให้ปรากฏตัวให้คนเห็น ชาวบ้านจะได้อยู่กันอย่างสงบสุขเสียที เมื่อผู้คนเห็นเอี๊ยะฮงขึ้นไปยืนอยู่บนหัวจระเข้ได้โดยที่มันไม่ทำร้าย มีอาการเชื่องดุจลูกแมว ก็ตื่นเต้นแตกตื่น เชื่อมั่นในฤทธิ์ของท่านเป็นยิ่งนัก และมั่นใจในพิธีกรรมของท่านจนเลิกกลัวจระเข้ใหญ่ไปในทันที พอเอี๊ยะฮงลงจากหัวจระเข้แล้วมันก็มุดน้ำหายไปและไม่เคยปรากฏตัวขึ้นมาอีก เลย ตั้งแต่นั้นชาวบ้านก็ขนานนามคลองว่าคลองหัวตะเข้ จนกลายเป็นตำบลหัวตะเข้มาจนทุกวันนี้ เอี๊ยะฮงมีชีวิตอยู่ในช่วงรัชกาลที่ 4 ต่อรัชกาลที่ 5 เมื่อท่านมรณะจากไป คณะกรรมการโรงเจเก่าได้เก็บสรีระท่านไว้เพราะไม่เน่าเปื่อย แถมท่านยังนั่งสมาธิมรณะ มิได้อยู่ในอิริยาบถนอนเช่นคนอื่น ต่อมาคณะกรรมการชุดเก่าได้แยกตัวออกไปตั้งโรงเจใหม่มีชื่อว่า "มูลนิธิแปะโค้วเซี่ยงงี่" อยู่คนละฝั่งคลองกัน และเกิดกรณีพิพาทกับโรงเจเก่าซึ่งอยู่ในตลาดลาดกระบัง จนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลให้ตัดสิน และโรงเจใหม่ก็เป็นผู้ชนะได้ครอบครองดูแลสรีระของเอี๊ยะฮงเซียน ต่อมาน้าชายท่านเดินทางมาจากเมืองจีนเพื่อตามหาหลานชายให้กลับไปดูใจแม่ที่ กำลังป่วยหนัก ก็มาพบว่าหลานกลายเป็นเซียนไปแล้ว อีกทั้งยังนั่งตายจากไป จึงตรงเข้าไปต่อว่าสังขารที่ไม่เน่าเปื่อยของท่านว่า ไม่กตัญญูเลย เอาตัวรอดบรรลุธรรมไปคนเดียวทิ้งแม่ให้เจ็บไข้ต้องร้องไห้อาลัยหา สารพัดจะดุด่าธาตุขันธ์ท่าน เพียงไม่นานนับว่าน่าอัศจรรย์ที่สุด สังขารไร้วิญญาณที่นั่งขัดสมาธิเพชรตั้งตรงอยู่นั้นก็ค่อย ๆ โค้งลง ค่อย ๆ ก้มศีรษะลง จนกระทั่งหยุดนิ่งอยู่ในลักษณะดุจดังคนสำนึกผิด น้าชายเห็นอัศจรรย์ดังนั้นก็ตะลึงจังงัง และหยุดการดุด่าทันที จากนั้นก็กราบไหว้แล้วเดินทางกลับประเทศจีนไปบอกแม่ท่าน ต่อมารูปเคารพท่านถูกคนขโมยไปหลายครั้ง เกิดความเสียหายกับสรีระท่านไม่น้อย ฝรั่งมาเห็นสรีระท่านยังเกิดความอัศจรรย์ใจ พร้อมกับขอซื้อในราคาที่เป็นเงินไทยถึง 10 ล้านบาท นั่นเป็นราคาเมื่อ 30 ปีก่อนโน้นนะครับ แต่ไม่ว่าสรีระท่านจะถูกขโมยไปอยู่ที่ใด ท่านก็จะบอกศิษย์ทั้งหลายในฝันบ้าง ในนิมิตบ้างให้ตามไปหา แล้วก็เจอทุกครั้งไป องค์อาเซียนท่านเคยบอกว่าสมัยที่ท่านปฏิบัติธรรม จะมีองค์พระมหากัสสปะเป็นผู้มาชี้แนะแนวทางให้ท่านครับ องค์อาเซียนหัวตะเข้ ปี2521 ท่านเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ที่สำเร็จฌาณสมาบัติขั้นสูง แต่กินเจกินผัดตลอดชีวิต และได้มรณะไปนาน หลายสิบปีแล้ว แต่ความศักดิ์สิทธิ์ยังมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง องค์อาเซียนปี2521 หลวงปู่โต๊ะท่านปลุกเสกและเป็นเจ้าพิธีครับ
สวยๆเลยครับ...........
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๑ พระครูวิบูลพัฒนกิจ(พระครูสละ)ได้จัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อมอบให้แก่ผู้ศรัทธา บริจาคในการสร้างวัดขึ้นมาใหม่ เนื่องจากเดิมสภาพวัดหัวกระบือเกือบจะเป็นวัดร้าง มีน้ำท่วมนองไปหมด และยังเต็มไปด้วยป่าแสมดำ โดยท่านได้ไปกราบขอหลวงปู่โต๊ะสร้างพระปิดตาขึ้น ๓ พิมพ์ ซึ่งหลวงปู่โต๊ะได้มอบอักขระยันต์สำหรับประดิษฐานในองค์พระ มวลสารบางชนิดและกรุณาปลุกเสกให้เป็นพิเศษ โดยพระทั้งสามพิมพ์มีลักษณะดังนี้ ๑.พิมพ์มหาเศรษฐี เป็นพระเนื้อผง เป็นแบบพระปิดตา ลอยองค์หลังเรียบ องค์พระจะปรากฎคล้ายฟองเต้าหู้หรือเหมือนคราบกรุเนื่องจากการสร้างพระพิมพ์นี้มิได้นำเข้าบรรจุกรุ ๒.พิมพ์มหาลาภ พิมพ์หนึ่ง เป็นพระเนื้อผงแก่น้ำมัน องค์ชุ่มเห็นชัด ลักษณะเป็นพระปิดตานั่งสมาธิเพชร สองมือยกปิดหน้า เห็นสะดือบุ๋มชัดเจน ด้านหลังมีอักขระยันต์ตัวนูน ๓.พิมพ์มหาลาภ พิมพ์สอง เป็นพระเนื้อผงสีดำ เทา ลักษณะด้านหน้าเหมือนพิมพ์หนึ่งแต่สีต่างกัน ส่วนด้านหลังมีอักขระยันต์ไม่ซ้ำกับพิมพ์หนึ่ง สำหรับพิมพ์สองนั้นส่วนหนึ่งได้ให้เช่าบูชาพร้อมกับพิมพ์หนึ่ง แต่สภาพพระไม่สมบูรณ์ทั้งยังต้องการแยกวาระการออกให้เช่าบูชาโดยเข้าใจว่า พิมพ์หนึ่งคงจะได้รับความนิยมน้อยจึงชะลอการออกพิมพ์สองไว้ แต่ปรากฎว่าชั่วระยะเวลาไม่นาน พิมพ์หนึ่งก็หมดลงจึงรอเวลาโอกาสในการประกอบพิธีใหม่อีกครั้งหนึ่ง จนมาถึง พ.ศ.๒๕๒๕จึงได้นำมาเข้าร่วมพิธีอีกครั้ง และประกาศเป็นพิมพ์สอง พ.ศ.๒๕๒๕เพื่อความเหมาะสม ดังนั้นบางท่านเคยได้รับทั้งพิมพ์หนึ่งและพิมพ์สองมาแต่ปี ๒๕๒๑ อาจจะสงสัยเป็นชุดเดียวกันแต่แยกการออก ๒ ระยะ เนื้อหานำมาจาก นิตยสารเซียนพระ ฉบับที่๔๗ คอลัมภ์”หลวงปู่โต๊ะกับปิดตาวัดหัวกระบือชานเมือง” โดย รัตนมณี ภาพสีประกอบจาก ภาพสีหน้ากลาง นิตยสารศูนย์พระเครื่อง ฉบับที่๓๘ เดือน กรกฎาคม ๒๕๓๓
พระสมเด็จลายเสือ หลังรูปเหมือน ฝังตะกรุดทองคำ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สังห์บุรี
ราหูหลวงพ่อปิ่น วัดศรีษะทอง
กุมารทองกวักทรัพย์ไม้สักทองฐาน5นิ้วเศษสูง8นิ้ว ลงอักขระจารย์ยันต์รอบองค์ พุทธานุภาพของกุมารทองของหลวงพ่อเอิบจะคอยช่วยเหลืออุดหนุนนำโชคคอยเรียกทรัพย์ เรียกทอง ผู้เลี้ยงจะหาความยากจนไม่ได้ คำว่าอดอยาก ยากจนจะไม่เกิดขึ้น จะมีกินมีใช้ตลอดชีวิต ทำมาค้าขึ้นกิจการรุ่งเรือง มีความก้าวหน้าที่ในหน้าที่การงาน เรียกลูกค้าเข้าร้าน ติดต่อการงานราบรื่น เฝ้าบ้านเฝ่าเรือน เมื่อท่านนำกุมารทองไปเลี้ยงสักระยะหนึ่งท่านจะรู้กุมารทองหลวงพ่อเอิบไม่เหมือนใคร
จัดสร้างโดย จอมพลประภาส จารุเสถียร พ.ศ.2515 ปลุกเสกโดย หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี และพระเกจิย์คณาจารย์อีกหลายรูปพระพิมพ์เศียรโล้น และเศียรแหลม วัดสามปลื้ม (วัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวิหาร) จัดสร้างโดย จอมพลประภาส จารุเสถียร สมัยนั้นดำรงค์ตำแหน่ง รมต.มหาดไทย เป็นประธานในการสร้างในปีพ.ศ.2515 จำนวนการสร้างประมาณ 3000 องค์ สร้างจากเนื้อเก่าพระกรุวัดสามปลื้มที่แตกหักจากการกรุ และผงอิทธิเจ มวลสารศักดิ์สิทธิ์อีกมากมาย ผ่านพิธีปลุกเสกโดย หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี และพระเกจิย์คณาจารย์อีกหลายรูป จุดสังเกตุของพระชุดนี้คือ จะมีสิงห์ประทับอยู่ที่ด้านหลังขององค์พระ เหตุอันเนื่องมาจากเพื่อเป็นการให้เกียรติ เจ้าพระยาบดินเดชา สิงห์ สิงหเสนี เป็นแม่ทัพใหญ่ในรัชกาลที่ 3 เป็นผู้บูรณะพระอาราม มีศาลท่านอยู่ในเขตพุทธาวาสใกล้บ่อจรเข้ของวัด และยังเป็นการสื่อถึงสัญญาลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทยด้วย พุทธคุณดีทางเมตตามหานิยม ดีทางมหาอุตม์ เเละเหนียว เคยมีตำรวจลองยีงที่หลังโรงพักเมืองสาด้วย .38 ปรากฎว่ายิงไม่ออก พระชุดนี้ผมได้รับมาจาก นาย พันพลร่มป่าหวาย สังกัดจังหวัดลพบุรีท่านนึง ท่านเล่าว่าพระชุดนี้จอมพลประภาสเป็นผู้จัดสร้างขึ้นโดยมีพิธีพุทธา ภิเษกใหญ่โตสมเกียรติ ส่วนหนึ่งท่านแจกแก่ทหาร โดยจอมพลประภาสได้กล่าวกับเหล่าทหารว่า"พวกเอ็งมันเล่น พระไม่เป็น พร้อมชูพระชุดนี้ขึ้น แล้วพูดต่อไปว่า ของดีจริงต้ององค์นี้ " ประสบการณ์ ที่มาที่ไป คือ พี่ที่เคารพของผมชื่อพี่หน่อง(พลเอก ศัลยพงศ์) ได้ให้ไว้เมื่อประมาณ18 ปีที่แล้ว พี่หน่องเล่าว่า สมัยที่พี่เขาออกรบบ่อยๆ เขาแขวนพระองค์นี้ออกรบเสมอ เคยครั้งหนึ่ง เหยียบกับระเบิดอย่างจัง ระเบิดระเบิดขึ้น แต่ตัวพี่เขาไม่ได้รับอันตรายหรือเป็นบาดแผลเลย พี่เขาบอกว่าอยากให้ผมไว้ติดตัว ช่วงนั้นผมแขวนพระองค์นี้ ประจำแต่ด้วยแรงระเบิดในครั้นนั้น หรือคนเลี่ยมเลี่ยมไม่ดีไม่ทราบทำให้น้ำเขาในกรอบผมจึงถอดเก็บไว้มาตลอด เพิ่งมีโอกาศนำไปเลี่ยมใหม่ครับ ด้านหลังองค์พระ เป็นรูปราชสีห์ ++พระดีประสบการณ์สูง เริ่มหายาก คนที่รู้ประวัติก็เริ่มเก็บ ส่วนผมก็เหลือไว้ใช้องค์นึง++ ไม่ต้องเอาไปลองยิง เขาลองมาเรียบร้อยครับ เเถมเหยียบ ระเบิดไม่เป็นไร รับประกันตามกฏ สวยเเท้ดูง่าย
เจ้าแม่กวนอิมปางสมาธินั่งบนดอกบัว เนื้อหินหยกสีเขียวอมเทาเข้มขลัง ทำพิธีและนำเข้าจากจีน ขนาดหน้าตัก 4.5 นิ้ว ฐาน 4.5 x 1.5 นิ้ว สูง 7.5 นิ้ว น้ำหนัก 1.0 ก.ก. อานิสงส์ของการบูชา เจ้าแม่กวนอิม เจ้าแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์
รับประกันความพอใจและตามกฎ