วัดใจ วัดใจ 10 บาท พระว่านจำปาสัก สูง 4 นิ้ว ยินดีส่งออกบัตรครับ พระว่านจําปาสัก เป็นพระที่อายุเก่าแก่นับ 100ปี สร้างกันมาหลายยุค ไม่มีบันทึกไว้ในข้อมูลที่ชัดเจนนัก อาศัยความเก่าของว่านที่บอกถึงระดับอายุ แตกกรุครั้งแรกที่ แค้วนจำปาสัก ประเทศลาว และยังพบมากทางแถบท้องถิ่นอีสาน ทั้งตามถ้ำ โพรงต้นไม้ ในป่า เขา มีทั้งเป็นกรุก็มี และพบในกรุวัดพระธาตุพนม จ.นครพนม เมื่อครั้งพระธาตุพังถล่มลงมา ศิลปะพุทธศิลป์ ส่วนมากเป็นแบบเชียงรุ้ง มีหลายพิมพ์ รูปแบบถ้าเป็นเนื้อว่านล้วน จะแห้งหดตัว องค์พระส่วนใหญ่จะบาง และมีหลายขนาด มีความเชื่อสืบทอดกันมาว่า โดดเด่นทางด้านมหาอำนาจ มหาอุตม์ แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี เมตตา โชคลาภเงินทอง วาสนา หนุนดวง และป้องกันภัยพิบัติต่างๆ ได้ทั้งปวง ตามตำราพิชัยสงครามระบุว่า "ว่าน" เป็นสุดยอดแห่งความมหาอำนาจ คงกระพันชาตรี มหาเสน่ห์ โดยธรรมชาติ นักรบไทยสมัยโบราณ นิยมอาบน้ำว่าน เคี้ยวว่าน หรือ นำว่านมาสอดใส่ในผ้าประเจียดแล้วนำมารัดแขน ก่อนออกศึกทำสงคราม นักเลงโบราณมักจะพกพา พระรุ่นนี้ ติดตัวเสมอ มีเรื่องเล่าขานเป็นตำนานว่า พระคู่กายของชายชาตรี เห็นทีจะไม่พ้น พระว่านจําปาสัก เพราะพุทธคุณเด่น สมคำร่ำลือตามที่ได้เล่าสืบต่อกันมาจริงๆ มวลสารส่วนมากจะจะประกอบไปด้วย "มหาว่านต่างๆ" ดังนี้ มหาว่านทางด้านมหาอำนาจ 108 ชนิด มหาว่านทางด้านคงกะพันชาตรี 108 ชนิด มหาว่านทางด้านแคล้วคลาด 108 ชนิด มหาว่านทางด้านเมตตา มหาเสน่ห์108 ชนิด และ มหาว่านทางด้านโชคลาภเงินทอง หนุนดวง หนุนชีวิตต่างๆ อีกอย่างละ 108 ชนิด เป็นต้น โดยจะใช้ "ครั่ง" เป็นตัวประสานเนื้อขององค์พระ เมื่อแห้งเก่าจะมีน้ำหนักเบามาก ซึ่งจะใช้เป็นตัวบอกอายุความเก่าของพระได้เป็นอย่างดี พระว่านจําปาสัก จำแนกตามเนื้อได้ 2 แบบคือ ๑.พระว่านเนื้อแก่ครั่ง บางทีเรียก พระขี้ครั่ง พระแบบนี้มีเสน่ห์ตรง เวลาส่องเข้ากล้องจะเห็นเป็นสีแดงสวย เหมือนเกล็ดปลาช่อนอะเมซอน ๒ พระแก่ว่าน หรือเป็นเนื้อว่าน ร้อยเปอร์เซนต์ มักเป็นสีน้ำตาล, สีแดง, หรือสีเหลือง มักเจอทางภาคเหนือ พุทธคุณเด่นด้าน คงกระพันชาตรีเป็นพิเศษ ทั้งเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ก็เป็นเลิศ มีประสบการณ์มาช้านาน มีคนที่ห้อยบูชามีประสบการณ์ในด้านแคล้วคลาด ห้อยแล้ว หมาที่ดุไม่กัด วิ่งเอาปากมาชน เพราะอ้าปากไม่ขึ้นครับ และมีคนคนที่ไล่ยิงกันไปหลบในถ้ำ ปรากฏว่าปืนยิงไม่ออก เพราะในถ้ำนั้นมีพระว่านจำปาสักนั่นเอง รับประกันความแท้ตลอดชีพครับ
ได้รับแล้วครับ
ส่งตามเวลา ครับ
-
ได้รับพระแล้ว รวดเร็ว สวยงาม เชื่อถือได้ครับ
โอนเงินให้เรียบร้อย แล้ว นะครับ จำนวน 225บาท ตอน 14.26น.รบกวนเช็ค ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
พระราชสังวราภิมณฑ์ (โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ) หลวงปู่โต๊ะ เกิด 27 มีนาคม พ.ศ. 2430 มรณภาพ 5 มีนาคม พ.ศ. 2524 อายุ 93 ปี 344 วัน บรรพชา พ.ศ. 2447 อุปสมบท 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2450 พรรษา 73 วัด วัดประดู่ฉิมพลี ท้องที่ กรุงเทพมหานคร สังกัด มหานิกาย ตำแหน่ง ทางคณะสงฆ์ เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิม พระราชสังวราภิมณฑ์ (โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ) พระราชสังวราภิมณฑ์ (โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ) ( 27 มีนาคม พ.ศ. 2430 – 5 มีนาคม พ.ศ. 2524) เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลี เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดธนบุรีในอดีต เป็นพระคณาจารย์ที่รู้จักกันดี ด้วยวัตรอันปฏิบัติอันงดงามเป็นที่เคราพศรัทธาของชาวพุทธทุกชนชั้น ท่านถึงพร้อมด้วยบุญบารมีและอิทธิบารมี พระเครื่องของท่านมีปาฏิหาริย์ศักดิ์สิทธิ์ มีประสบการณ์เล่าขานมากมายจกเหนือจดใต้ทั่วประเทศไทย จนกลายเป็นพระหลักยอดนิยมของเมืองไทย ท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2456 - 5 มีนาคม พ.ศ. 2524 จนกระทั่งมรณภาพ รวมระยะเวลานานถึง 68 ปี ขณะนี้ พระครูวินัยธรเพลิน ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสมาตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 จนถึงปัจจุบัน ประวัติ พระปิตตาหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี พระราชสังวราภิมณฑ์ หรือ หลวงปู่โต๊ะ เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2430 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบุตรของนายพลอย และนางทับ รัตนคอน มีพี่น้องอยู่ร่วมกัน 2 คน ซึ่งถึงแก่กรรมก่อนหลวงปู่ตั้งนานแล้ว ในวัยเด็ก เด็กชายโต๊ะ ได้เข้าเรียนวิชาอยู่ที่วัดเกาะแก้ว ใกล้บ้านเกิดของท่าน เมื่อมารดาถึงแก่กรรม พระภิกษุแก้ว เห็นความขยันหมั่นเพียรของเด็กชายโต๊ะ จึงได้พาเด็กชายโต๊ะ มาฝากอยู่กับพระอธิการสุข เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีในสมัยนั้น ส่วนนายเฉื่อยก็ไม่ได้ตามมาด้วย คงอยู่ที่วัดเกาะแก้วเหมือนเดิม ท่านได้มาเรียนหนังสืออยู่ที่วัดประดู่ฉิมพลีอยู่เป็นเวลาอยู่ 4 ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 17 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2447 โดยมีพระอธิการสุขเป็นอุปัชฌาย์ บรรพชาได้วันเดียวพระอธิการสุข ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์และผู้อุปการะของท่านก็ได้มรณภาพ นายคล้าย นางพันธ์ ซึ่งเป็นพี่ชายกับพี่สะใภ้ของพระอธิการสุข และมีบ้านอยู่ใกล้วัดประดู่ฉิมพลีจึงได้อุปการะท่านต่อมา เมื่อบรรพชาแล้ว ท่านก็มาเรียนศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ที่ วัดประดู่ฉิมพลี ซึ่งต่อมามีพระอธิการคำ เป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา พร้อมทั้งเรียนกรรมฐานกับพระอาจารย์พรหม วัดประดู่ฉิมพลีอีกท่านหนึ่งด้วย จนกระทั่งเมื่อมีอายุได้ 20 ปี สามเณรโต๊ะ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2450 ณ พัทธสีมา วัดประดู่ฉิมพลี โดยมีพระครูสมณธรรมสมาทาน (แสง) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูอักขรานุสิต (ผ่อง) วัดนวลนรดิศ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูธรรมวิรัต (เชย) วัดกำแพง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า อินทสุวัณโณ หลงจากนั้น ท่านได้เรียนศึกษาปฏิบัติคันทธุระ วิปัสสนาธุระ หลวงปู่โต๊ะ ท่านเป็นคนมีความเพียรพยายาม จนกระทั่งสอบได้นักธรรมชั้นตรี ต่อมาพระอธิการคำ ได้มรณภาพลง ทางคณะสงฆ์จึงได้แต่งตั้งท่านให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีสืบต่อมาเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมพ.ศ. 2456 ออกธุดงค์ ต่อมาหลวงปู่โต๊ะ ได้ออกธุดงค์จาริกไปทั้วทุกภาคในประเทศไทย ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ท่านได้ไปศึกษาพระปริยัติธรรม โดยได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ เรียนวิชาพุทธาคม และได้ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับ หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน และก็ได้ธุดงค์ไปยังภาคเหนือเพื่อศึกษาวิชากับพระอาจารย์อีกหลายท่าน และในขณะที่ท่านเดินธุดงค์ ท่านก็ได้เรียนวิปัสสนากรรมฐานกับ หลวงพ่อชุ่ม วัดราชสิทธาราม ส่วนสหธรรมิกของท่านที่มีชื่อเสียงได้แก่ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง หลวงพ่อกล้าย วัดหงส์รัตนาราม และต่อจากนั้น ท่านก็เดินทางไปยังภาคใต้ ไปที่จังหวัดปัตตานี และเมื่อหลวงปู่ท่านกลับมาที่ จังหวัดธนบุรี กลับมายังวัดประดู่ฉิมพลี ท่านก็ได้สร้างพระพุทธบาทจำลอง ปฏิปทาและจริยาวัตร หลวงปู่โต๊ะ ท่านเป็นคนที่มีศีลวัตรปฏิบัติอันงดงาม มีกริยามารยาทที่งดงาม มีความสุภาพอ่อนโยน มีความเมตตากรุณาต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด และสามารถล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตได้ และท่านได้เคยเจอเกี่ยวกับโรคระบาด หลวงปู่ท่านเห็นคนหลายคนไม่สบาย ท่านก็รู้สึกไม่สบายใจ เพราะท่านเองก็เป็นโรคนี้ด้วยเหมือนกัน ท่านจึงตั้งจิตว่า หากท่านยังมีชีวิตอยู่ ขอให้ท่านจงหายจากโรคนี้ แต่ถ้า ท่านหมดบุญแล้ว ก็ขอให้ตายซะ ในตอนกลางคืน ท่านได้นิมิตว่า หลวงพ่อบ้านแหลมได้นำน้ำพระพุทธมนต์มาเจริญให้ ตื่นมาท่านก็มาเจริญน้ำพระพุทธมนต์ และสุดท้ายท่านก็หายจากโรคนี้ เบื้องปลายชีวิต หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ท่านได้เริ่มอาพาธด้วยโรคชรา เนื่องจากว่า ตั้งแต่ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ มีผู้คนมานิมนต์ท่านให้ออกมาให้พร หรือ ขอความช่วยเหลือ ท่านจึงไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน สุขภาพท่านจึงไม่ค่อยแข็งแรง แต่ยังพอฉันอระไรได้มาก แม้จะรักษาอย่างดีเท่าใด แต่สุขภาพ กายสังขารของท่านก็ไม่อาจจะทนไหว ท่านได้อาพาธครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 และก่อนมรณภาพได้เพียง 7 วัน ท่านลุกจากเตียงไม่ได้เลย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2524 คณะลูกศิษย์ทีเป็นพยาบาล ได้มาถวายรังนกอีก แต่คราวนี้สังเกตได้ว่า แขนของท่าน บวม ท่านอยู่ได้จนกระทั่งเมื่อเวลา 9:55 น. ท่านได้ถึงแก่มรณภาพลงด้วยอาการสงบ รวมสิริอายุได้ 93 ปี 73 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดให้เชิญศพไปตั้งที่ศาลา 100 ปี วัดเบญจมบพิตร พระราชทานเกียรติยศศพเป็นพิเศษ เสมอพระราชาคณะชั้นธรรม พระราชทานโกศโถบรรจุศพ พร้อมฉัตรเบญจาเครื่องประกอบเกียรติยศครบทุกประการ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่การศพโดยตลอด เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 7 วัน 50 วัน 100 วัน และตามโอกาสอันควรหลายวาระ สมณศักดิ์ หลวงปู่โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ ได้รับสมณศักดิ์ตามลำดับดังนี้ พ.ศ. 2457 - เป็นพระครูสัญญาบัตรฐานานุกรมในสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) ที่ พระครูสังฆวิชิต พ.ศ. 2463 - เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่ พระครูวิริยกิตติ์ พ.ศ. 2497 - เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทในราชทินนามเดิม พ.ศ. 2506 - เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกในราชทินนามเดิม พ.ศ. 2511 - เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษในราชทินนามเดิม พ.ศ. 2516 - เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระสังวรวิมลเถร พ.ศ. 2521 - เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชสังวราภิมณฑ์ โสภณภาวนานุสิฏฐ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
+++วัดใจ+++ 10 บาท เหรียญหลวงปู่หมุน เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง ปี 2543 เลี่ยมทองแท้ๆพร้อมบัตรดีดี เหรียญหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล ที่ระลึกในงานเททองหล่อพระประประทาน วัดคลองทราย จ.จันทบุรี ปี43 หลวงปู่ท่านเมตตาปลุกเสกให้อย่างเต็มที่ เมื่อครั้งที่หลวงปู่ท่านมาพักที่วัดคลองทรายซึ่งท่านเดินทางมาบ่อยและพัก ครั้งละนานๆ เและเมื่อทางวัดได้จัดพิธีเทองหล่อพระประธาน ท่านจึงมาเสกให้อีกทั้งๆที่ท่านเสกเดี่ยวอยู่นานหลายเดือนแล้วและยังผ่าน พิธีปลุกเสกใหญ่ๆอีกหลายพิธี เช่น พิธีเสกรุ่นเสาร์ห้า พิธีรุ่นรวยทันใจครับ หลวงปู่หมุนท่านมีพลังจิตสูงมากๆ กล่าวกัน ว่า การเสกวัตถุมงคลของท่านทำให้เหล็กธรรมดากลายเป็นเหล็กไหลได้ ไม่เคยพบในพระเครื่องของสำนักใดที่จะ มีพลังกระจายตัวออกมาถึง 20–30 วา รอบๆตัวพระเครื่องเอง เคย มีผู้มีอภิญาณ ( จับพลังพระเครื่องได้ ) ตรวจสอบว่าพลังมากถึงขนาดเอาเบญจภาคี 5 องค์มารวมกัน ยังไม่ได้เท่า การตั้งธาตุ หนุนธาตุ ทำให้มีพลังงานสะสมจนสุดพิสดาร พิสดารจนไร้ผู้เทียมทาน อนาคตราคาเป็นหมื่นแล้วจะหากันไม่ได้แน่นอนครับ นอก จากนี้ หลวงปู่หมุนท่านยังเคยกล่าวไว้ว่า “ แม้นว่าถ้าฉันตายไปของ ๆ ฉันจะขลังกว่านี้หลายร้อยเท่า น้ำลาย ไอปาก ลมปรานที่ประจุไปด้วยพลังจิตอัน เข้มขลังของฉัน ย่อมเป็นหนึ่งบ่มีสอง ครบเครื่องเป็นองค์พระ ดีทั้งนอก ดีทั้งใน ฝากไว้ให้แผ่นดิน ให้เลื่องชื่อลือนาม ลือเรื่องถึงเมืองแมน
ขอบคุณครับ (auto feedback)
พระสวยถูกใจครับผม