วิรัช

ข้อมูลสมาชิก – วิรัช

เริ่มเป็นสมาชิก: July 22, 2012 12:43:16 , สถานะ: ปกติ , ตั้งประมูล: 0 รายการ , รายการที่ยังไม่ปิด: 0 รายการ , คำชม: 222 รายการ , คำติ: 0 รายการ

ประวัติ Feedback

อ้างอิงถึงรายการ : /auction/พระหล่อ-รูปเหมือนปั้ม/5469371


เนื้อกะไหล่ทองนิยม สวยเดิม พร้อมกล่อง องค์นี้พร้อมบัตรรับรอง เพื่อความสบายใจอีกใบครับ


เขียนโดย :นำทรัพย์ เจ้าของรายการ July 12, 2015 13:20:33

อ้างอิงถึงรายการ : /auction/เครื่องราง-ล็อกเก็ต/5421324


                                                                ประวัติ หลวงพ่อบุญมี อิสโร วัดเขาสมอคอน          พระครูอาทรสิกขกิจ (หลวงพ่อบุญมี อิสโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาสมอคอน จ.ลพบุรี เดิมชื่อ บุญมี จันทร์แจ่ม เกิดที่บ้านเขาสมอคอน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๒ (ตรงแรม ๙ ค่ำ เดือน ๓ ปีกุน) บิดาชื่อ ผู้ใหญ่ต้น มารดาชื่อ นางทองม้วน มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๖ คน หลวงพ่อบุญมีเป็นบุตรคนที่ ๒ ปฐมวัย บิดาและมารดาได้นำไปฝากเรียนหนังสือและอักขระขอมกับ หลวงพ่ออุปัชฌาย์ก๋ง วัดเขาสมอคอน ซึ่งเป็นสำนักศึกษาพระปริยัติธรรม          ต่อมา หลวงพ่ออุปัชฌาย์ก๋ง ได้บวชให้เป็นสามเณร และให้อยู่รับใช้อย่างใกล้ชิด โดยได้รับการถ่ายทอดวิชาการต่างๆ รวมทั้งได้ติดตามหลวงพ่อออกธุดงค์ เพื่อแสวงหาความสงบ และเจริญสมาธิอยู่เป็นประจำ          เมื่ออายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ จึงได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดมุจรินทร์ ต.โคกสลุด อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๔๖๓ โดยมี พระครูสังวรโสภณ (หลวงพ่อสาย) วัดพยัคฆาราม (วัดเสือ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการผ่อง วัดมุจรินทร์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการแขก วัดหนองมนต์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "อิสโร"          หลังจากอุปสมบทแล้ว หลวงพ่อบุญมี ได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดเขาสมอคอน เพื่อปฏิบัติกิจตามหน้าที่ของศิษย์ ที่มีต่อพระอาจารย์ คือหลวงพ่ออุปัชฌาย์ก๋ง ด้วยความเคารพยิ่ง ท่านจึงได้รับการถ่ายทอดคุณสมบัติและปฏิปทาจากหลวงพ่ออุปัชฌาย์ก๋งไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์          หลวงพ่อบุญมี บวชได้ ๕ พรรษา หลวงพ่ออุปัชฌาย์ก๋ง ก็ได้มรณภาพลง หลวงพ่อบุญมี จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา หลังจากนั้น หลวงพ่อบุญมี ได้ศึกษาวิชาอาคมต่างๆ เพิ่มเติมกับ หลวงพ่อสาย วัดเสือ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน และยังได้ไปศึกษากับหลวงพ่ออุปัชฌาย์วัดบาง  ซึ่งเป็นศิษย์ผู้พี่ จากนั้นได้ศึกษาเพิ่มเติมกับ หลวงพ่อแขก วัดหนองมนต์ ซึ่งเป็นพระอนุสาวนาจารย์ของท่าน          ส่วนอาจารย์ที่เป็นสายฆราวาส หลวงพ่อบุญมีได้ศึกษากับ ผู้ใหญ่บุญรอด จันทร์แจ่ม ซึ่งเป็นพี่ชายของท่านเอง เรื่องของ วัตถุมงคลหลวงพ่อบุญมี ท่านได้สร้างเอาไว้หลายอย่าง ซึ่งล้วนมีประสบการณ์ทั้งสิ้น คนที่มีอยู่มักจะหวงแหนกันมาก จึงไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนัก นอกจากลูกศิษย์สายตรงของหลวงพ่อเท่านั้น          วัตถุมงคลในยุคแรกๆ คือ มีดหมอ หลวงพ่อได้เรียนวิชานี้จาก หลวงพ่ออุปัชฌาย์ก๋ง โดยตรง (คนละสายกับของ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ) หลวงพ่อบุญมีได้สร้างมีดหมอมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๐ เนื่องจากชาวบ้านแถววัดถูกผีเข้าบ่อยๆ ญาติจึงพามาหาหลวงพ่อ รักษาด้วยการรดน้ำมนต์ ซึ่งก็หายกลับไปทุกคน          ต่อมามีคนเป็นกันบ่อย หลวงพ่อบุญมี จึงได้ทำมีดหมอขึ้นมาเพื่อแจกชาวบ้าน ไว้ใช้ป้องกันภูติผีปิศาจ และสัตว์ร้ายต่างๆ เมื่อชาวบ้านนำไปใช้ได้ผลดี จึงได้บอกกล่าว ปากต่อปาก ทำให้มีดหมอของท่านมีกิตติคุณเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายออกไป          ต่อมา พ.ศ.๒๔๙๗ หลวงพ่อบุญมี ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน จึงได้สร้าง เหรียญรุ่นแรก ขึ้นเพื่อแจกเป็นที่ระลึก เป็นเหรียญปั๊มแบบโบราณ ลักษณะเหรียญด้านหลังเป็นท้องกระทะ ด้านหน้านูน เป็นเหรียญปั๊มหูในตัว ตัดขอบแบบโบราณ ห่วงเชื่อม เป็นเหรียญเนื้อทองแดงกะไหล่ทอง เพียงเนื้อเดียว ลักษณะบล็อกตื้น (นูนต่ำ) สวยงามมาก ด้านหน้า เป็นรูปหลวงพ่อห่มคลุมครึ่งองค์ มีตัวหนังสือเขียนว่า "พระครูบุญมี ฉัยยาติสสะโร วัดเขาสมอคร" (ตัวหนังสือคำว่า "พระ" สระอะจะปั๊มไม่ค่อยติด และคำว่า "สมอคร" ใช้ "คร" ไม่ใช่ "คอน")            ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๗ หลวงพ่อบุญมี ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบล จึงได้สร้างรูปเหมือนปั๊ม เนื้อทองแดงอย่างเดียว ด้านหน้าตรงฐานเขียนว่า หลวงพ่อบุญมี มียันต์ตรงสังฆาฏิ (ยันต์เฑาะว์) และในปีเดียวกันนี้ ได้มีคณะลูกศิษย์จัดสร้าง รูปเหมือนปั๊ม เนื้อทองเหลืองกะไหล่ทอง ด้านหน้ามีตัวอักษรเขียนว่า หลวงพ่อมี มี ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์จีวรตรง และ พิมพ์จีวรโค้ง ด้านหลังมียันต์ มะ อะ อุ เป็นตัวนูน ใต้ฐานเป็นรอยวงเดือน           พ.ศ. ๒๕๐๙ หลวงพ่อบุญมี ได้รับตำแหน่งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอท่าวุ้ง จึงได้สร้างเหรียญที่ระลึกขึ้น เป็นเหรียญปั๊มรูปไข่ขนาดเล็กกะทัดรัด มีทั้งเนื้อทองแดงผิวไฟ เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง และเนื้อเงิน          พ.ศ.๒๕๑๗ หลวงพ่อบุญมี อายุครบ ๗๗ ปี คณะศิษย์ได้จัดงานทำบุญขึ้น จึงได้สร้าง พระพิมพ์สมเด็จ เนื้อเทียนชัย ขึ้น เพื่อแจกเป็นที่ระลึก ด้านหน้าเป็นรูป หลวงพ่อสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในโบสถ์ ศิลปะเชียงแสน          พระพิมพ์สมเด็จ เนื้อเทียนชัย แบ่งออกเป็น ๒ พิมพ์  คือ พิมพ์หน้าใหญ่ และพิมพ์หน้าเล็ก  ด้านหลัง เป็นรูปหลวงพ่อ เหนือขึ้นไปมีตัวหนังสือเขียนว่า "ที่ระลึกงานทำบุญอายุ ๗๗ ปี" ใต้รูปหลวงพ่อเขียนว่า "หลวงพ่อมี วัดเขาสมอคอน" เป็นพระเนื้อผงน้ำมันผสมเทียนชัย (พิมพ์หน้าเล็ก หลวงพ่อจะหันหน้ามาทางขวามือเรา พิมพ์หน้าใหญ่ หันหน้าไปซ้ายมือเรา) พระพิมพ์สมเด็จนี้ชาวบ้านส่วนมากจะเรียกว่า "พระสมเด็จรุ่นมีฤทธิ์" เนื่องจากมีประสบการณ์มากมาย และเป็นพระพิมพ์สมเด็จรุ่นแรก วัตถุมงคลหลวงพ่อบุญมี ยังมีอีกมากมายหลายรุ่นหลายแบบ เท่าที่มีหลักฐานชัดเจนพอที่จะรวบรวมเป็นหมวดหมู่ได้ มีดังนี้ ชุดเหรียญ          ๑.เหรียญรุ่นแรก พ.ศ.๒๔๙๗          ๒.เหรียญรุ่น ๒ ทรงเสมา ปี ๒๕๐๐ ๓.เหรียญรุ่น          ๓ พิมพ์รูปไข่ ห่มคลุม ปี ๒๕๐๙ เนื้อทองแดงผิวไฟ และทองแดงกะไหล่ทอง          ๔.เหรียญปี ๒๕๑๒ พิมพ์สามเหลี่ยมหน้าจั่ว หลวงพ่อนั่งขัดสมาธิเต็มองค์ เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง           ๕.เหรียญงานพุทธาภิเษก ปี ๒๕๑๓ ทรงอาร์มมี ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์หน้าตรง และพิมพ์หันข้าง เนื้อชุบนิกเกิล เนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อเงินหน้าทอง และเนื้ออัลปาก้า            ๖.เหรียญปี ๒๕๑๗ รูปไข่ สร้างน้อย เนื้อทองแดงรมดำ          ๗.เหรียญปี ๒๕๑๙ รูปไข่ เนื้อทองแดงผิวไฟ และเนื้อทองแดงกะไหล่ทอง          ๘.เหรียญปี ๒๕๒๐ รุ่นตัวหนังสือตลก เป็นเหรียญรูปไข่ขนาดใหญ่ หันข้าง เนื้อทองแดง          ๙.เหรียญปี ๒๕๒๑ เรียกกันทั่วไปว่า "รุ่นตาฉิ่งยิงเด็ก"  เป็นเหรียญทรงใบสาเก หันข้าง เนื้อทองแดง          ๑๐.เหรียญปี ๒๕๒๑ รุ่นเสาร์ ๕ เป็นเหรียญทรงเสมา หน้าตรง เนื้อทองแดงรมดำ          ๑๑.เหรียญปี ๒๕๒๒ รุ่นแจกผ้าป่า เป็นเหรียญทรงหยดน้ำ ข้างกนกมีเนื้อเงิน เนื้อทองแดงลงยาสีต่างๆ และแบบมีปีกไว้แจกกรรมการ และเหรียญล้อแม็กซ์          ๑๒.เหรียญรุ่นลายฉลุหันข้าง          ๑๓.เหรียญใบโพธิ์เนื้อทองแดง          ๑๔.เหรียญสร้างมณฑป ปี ๒๕๒๕ ชุดรูปเหมือนปั๊ม          ๑.รูปเหมือนปั๊ม ยันต์ฐาน ใต้ฐานมียันต์ มะ อะ อุ มี ๒ พิมพ์คือ พิมพ์จีวรโค้ง และจีวรตรง          ๒.รูปเหมือนปั๊มยันต์สังฆาฏิ ถือว่าเป็นรูปเหมือนปั๊มที่ออกแบบมาได้คล้ายกับองค์หลวงพ่อมากที่สุด ที่สังฆาฏิจะมียันต์ เฑาะว์          ๓.รูปเหมือนปั๊มค่อมใหญ่          ๔.รูปเหมือนปั๊มค่อมเล็ก          ๕.รูปเหมือนปั๊มพนักอิง   ชุดเครื่องราง          ๑.ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ ธงแม่ทัพ ๒.มีดหมอ ยุคต้น เป็นด้ามไม้ ฝักไม้ ใบเหล็ก พัฒนามาเป็นใบสแตนเลส ด้ามงาฝักงา ด้ามงาฝักไม้ ๓.มีดปากกาปาร์กเกอร์ ยุคต้น ๔.ตะกรุดโทน ๕ นิ้ว ๕.ตะกรุด ๑๐๘ สามกษัตริย์ ๖.ตะกรุดสาลิกา ๗.ลูกอม ๘.แหวน ๙.เขี้ยวเสือ เสืองาแกะ สิงห์งาแกะ ๑๐.สีผึ้ง ชุดพระบูชา พระผง มีทั้งพระบูชารูปหลวงพ่อสัมฤทธิ์ พระบูชารูปหลวงพ่อบุญมี ส่วนพระเนื้อผงมีพระพิมพ์สมเด็จหลวงพ่อสัมฤทธิ์ หลังหลวงพ่อบุญมี เนื้อเทียนชัย สร้างปี ๒๕๑๗ ชุดรูปถ่าย ล็อกเก็ต          ๑.รูปถ่ายหลังจารมือ รูปถ่ายหลังตะกรุดสามกษัตริย์ ๒.ลอกเก็ตขนาดต่างๆ พิมพ์กลม และพิมพ์รูปไข่ ๓.แหนบเสาร์ ๕ ๔.แหนบรุ่นฟ้าผ่า ๕.รูปถ่ายขนาดบูชา ในชุดนี้ประกอบด้วย รูปถ่ายปี ๒๕๐๙ งานฉลองตราตั้ง พัดยศ รูปถ่ายนกคุ้ม และรูปถ่ายนั่งธรรมมาสน์  ฯลฯ            หลวงพ่อบุญมี ได้เริ่มอาพาธด้วยโรคชรา ระบบการทำงานของหัวใจล้มเหลว ได้มรณภาพเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๒๕ สิริอายุรวม ๘๔ ปี ปัจจุบันสรีระของท่านได้บรรจุอยู่ในหีบแก้ว เพื่อให้ศิษยานุศิษย์ และผู้ที่เคารพนับถือ ได้สักการบูชา อยู่ที่หอสวดมนต์ วัดเขาสมอคอน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี  


เขียนโดย :นำทรัพย์ เจ้าของรายการ June 19, 2015 01:41:34

อ้างอิงถึงรายการ : /auction/พระเนื้อผง-เนื้อว่าน/5189703


  หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน บอกว่าท่าน เป็นเทวดามาเกิด   ภูมิหลังชาติกำเนิด      วันพุธ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 5 พุทธศักราช 2441 ณ.บ้านไซโรงโขน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร นายบุญนาค นางจ่าย แม่พริ้ง ได้ให้กำเนิดบุตรคนที่ 4 เพศชาย(ในจำนวนพี่น้องชายหญิง 8 คน) บิดามารดาได้ตั้งชื่อ เด็กชายทองดำ เม่นพริ้ง การศึกษา วัยเด็ก       ขณะเด็กชายทองดำ อายุ 3 ขวบ บิดามารดาได้นำไปถวายเป็นบุตรบุญธรรมกับหลวงพ่อเงิน  พุทธโชติ (วัดบางคลาน จ.พิจิตร) หลวงพ่อเงินเห็นครั้งแรกได้เอ๋ยคำออกมา "ไอ้หนูเด็กน้อยคนนี้เป็นเทวดามาเกิด  ใครเสี้ยงก็ไม่ได้ มาเป็นลูกของเราเถิดนะ" หลวงพ่อเงินเอาผ้าผืนลงปูรองรับเด็กน้อยคนนี้ ทำพิธีรับลูก       จากนั้นเด็กคนนี้ได้รับการเลี้ยงดูอุปถัมภ์ สั่งสอน อบรม วิชาความรู้ และสรรพวิชาต่าง ๆ โดยได้พักอาศัยกับหลวงพ่อ  เมื่อหลวงพ่อเงินเงินท่องบทสวดมนต์เด็กชายทองดำก็สามารถท่องได้จบเล่มในวันเดียว  ชาวบ้านรู้ข่าวต่างแห่มาดูการใหญ่ว่าเด็กน้อยคนนี้มีหน้าตาอย่างไร      กระทั่งโตขึ้นบิดามารดามารับเด็กชายทองดำไปเล่าเรียนศึกษากับอาจารย์โต (เจ้าอาวาสวัดท่าทอง ต.วังกะพี้ จ.อุตรดิตถ์ในสมัยนั้น) วัยหนุ่มฉกรรจ์      นายทองดำได้ฝึกฝนและศึกษาศิลปะการต่อสู้แม่ไม้มวยไทยจนมีความชำนาญ  จนได้เป็นนักมวยที่มีฝีมือดีคนหนึ่ง  ซึ่งช่วงวัยหนุ่มนี้ทองดำได้เพื่อนคนหนึ่งชื่อ "เล็กย่งหลี"(ต้นตระกูลเล็กอุทัย)มีรูปร่างเล็กไปไหนไปด้วยกันประจำ  ได้ฝึกชกมวยด้วยกันมา  หากออกชกมวยที่ไหนจะให้เล็กย่งหลีขึ้นไปเปรียบหาคู่ชก  แต่ตอนเวลาชกนายทองดำจะเป็นผู้ชกแทน ก่อนชกนายทองดำจะบริกรรมคาถาที่ได้ร่ำเรียนมาโยมปู่จนรู้สึกตัวหนา(ของขึ้น)และนายทองดำก็สามารถชกมวยชนะแทบทุกครั้ง      อายุครบเกณฑ์ทหาร  ได้เข้ารับเป็นทหาร 2 ปี  ปลดจากทหารประจำการแล้วจึงได้อุปสมบทสู่ร่มพระศาสนา สู่ร่มพระศาสนา      อุปสมบทเมื่ออายุ 22 ปี ณ. พระอุโบสถ วัดวังหมู  ต.หาดกรวด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ โดยมีพระครูวิเชียรปัญญามหามุนี (เรือง )เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ เจ้าอาวาสวัดท่าถนน ต.ท่าอฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์  ในขณะนั้นเป็นองค์อุปัชฌาย์  เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2463 พระอาจารย์แส    เจ้าอาวาสวัดวังหมู ต.หาดกรวด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์  ได้รับฉายาว่า “ฐิตวณโณ” เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดท่าทอง 1 พรรษา ทางวัดท่าทอง ต.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง คณะศรัทธา วัดท่าทองได้ลงความเห็นพ้องกัน โดยได้ไปกราบนมัสการเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อขออนุญาตจากเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ด้วยดี คณะศรัทธาให้”พระภิกษุทองดำ” เพื่อนิมนต์ให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทอง  ซึ่งหลวงพ่อเองก็มีเจตนาอันบริสุทธิ์และจิตใจอันแน่วแน่ต่อพระพุทธศาสนาและเป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาทำนุบำรุงเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุงเรืองยิ่งขึ้นสมความตั้งใจ  หลวงพ่อจึงรับภารกิจนิมนต์ครั้งนี้และย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทอง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2468เป็นต้นมา การศึกษาพระปริยัติธรรม      การที่หลวงย้ายมาจากวัดท่าทองมาอยู่วัดท่าถนน  ซึ่งเป็นวัดของพระอุปัชฌาย์ของท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้น ด้วยความมุ่งมั่นที่จะศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างจริงจัง  เพื่อศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระธรรมวินัยให้ละเอียดและถ่องแท้  หลวงปู่ได้มีความขยันเพียนตั้งใจศึกษาด้วยความวิริยะอุตสาหะภายในปีเดียวก็สอบได้นักธรรมตรี (พ.ศ.2466) ด้วยเหตุแห่งการศึกษาทางพระธรรมวินัยในสมัยนั้นยังไม่เจริญพอการศึกษามีเพียงชั้นนักธรรมตรีเท่านั้น  ฉะนั้นการศึกษาของท่านต้องหยุดชะงักลง ตำแหน่งการปกครองและสมณศักดิ์ที่ได้รับตั้งแต่ปี พ.ศ.2468 หลวงปู่มีตำแหน่งการปกครองคณะสงฆ์และสมณศักดิ์พัดยศดังนี้ -          ปีพ.ศ.2468 อายุ 27 ปี พรรษา 5 ดำลงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทอง -          ปี พ.ศ.2478 ได้รับสมณศักดิ์แต่งตั้งเป็นพระธรรมธรฐานานุกรมของพระครูวิเชียรปัญญา มหามุณีศรีอุตรดิตถ์ เจ้าคณะอุตรดิถต์ -          ปี พ.ศ.2482 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะเป็นเจ้าคณะตำบลหาดกรวด-วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์และในปีนั้นได้เลือนสมณศักดิ์แต่งตั้งเป็นพระปลัดฐานานุกรม ของพระครูธรรมสารโกวิทย์ (ยศ)เจ้าคณะแขวงเมืองอุตรดิตถ์ -          ปี พ.ศ. ได้รับการแต่งตั้งเป็นสาธารณูปการ  อ.เมืองอุตรดิตถ์ -          ปี พ.ศ. 2487 ได้รับพระราชทานเป็นพระครูธรรมมาภรณ์ประสาท -          ปี พ.ศ.2497 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ -          ปี พ.ศ.2498 ได้รับการแต่งตั้งเป็นสาธารณูปการจังหวัดอุตรดิตถ์ -          ปี พ.ศ.2504 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชทานคณะชั้นสามัญนาม “พระนิมมานโกวิท” -          ปี พ.ศ.2510 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นคณะอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ -          ปี พ.ศ.2542 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรง ตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอเมืองอุตรดิตถ์  จวบจนมรณภาพ การศึกษาด้านเวทย์มนต์คาถาอาคม      ช่วยวัยเด็กหลวงปู่ได้ติดตามบิดาล่องเรือขายยาสูบระหว่างอุตรดิตถ์ จ.พิจิตร จ.นครสวรรค์ บิดามารดาได้ฝากเป็นเด็กวัด เรียนหนังสือกับหลวงพ่อเงิน  พุทธโชติ วัดบางคลาน จ.พิจิตร คอยรับใช้ใกล้ชิดท่านอนุญาตให้พักกุฎิเดียวกับท่าน หลวงพ่อเงินได้สอนสรรพวิชาอาคมไสยเวทต่าง ๆ คาถาที่หลวงพ่อเงินสอนไว้นั้นที่สำคัญคือ “นะโมพุทธายะ” (พระเจ้าห้าพระองค์) ซึ่งต่อมาหลวงปู่ได้ใช้เป็นคาถาประจำตัวของท่านตลออดมา  นอกจากนั้นหลวงปู่ยังได้ศึกษาวิชาอาคมกับโยมปู่ของท่าน  ซึ่งเป็นวิชาอยู่ยงคงกระพัน เพื่อป้องกันตนเอง  หลวงปู่ได้ใช้วิชานี้ปลุกเศกตัวเองก่อนจะขึ้นชกมวยทุกครั้ง  โดยก่อนจะขึ้นชกมวยหลวงปู่จะบริกรรมคาถาจนรู้สึกว่าเนื้อเริ่มหน่าขึ้น (ของชึ้น)จึงจะชกได้      เมื่อขณะหลวงอุปสมบทแล้ว  ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดท่าถนน (วัดหลวงพ่อเพ็ชร) ซึ่งอยู่ในตัวเมืองอุตรดิตถ์  หลวงปู่ทราบว่าที่วัดกลางอยู่ห่างจากวัดท่าถนนทางทิศใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร  มีพระภิกษุชราอยู่รูปหนึ่ง “หลวงพ่อทิม” ขาดการดูแลเอาใจใส่ หลวงปู่จึงได้ใช้เวลาว่างเดินทางจากวัดท่าถนนมาวัดกลางทุกวัน  เพื่อปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อทิมด้วยจิตใจเมตตาและให้ความเคราพนับถึอ  โดยหลวงปู่ได้ปฎิบัติภารกิจเป็นประจำทุกวัน  ได้แก่ ตักน้ำ ขึ้นมาจากท่าแม่น้ำน่าน  นำมาใส่ตุ่มไว้ให้หลวงพ่อทิมได้สรง  เก็บกวาดกุฎิ  ชำระล้างภาชนะต่างๆ ประจำมิขาด โดยหลวงปู่มิได้หวังสิ่งค่าตอบแทนใดๆทั้งสิ้น แต่ทำไปเพราะจิตเมตตาแก่ภิกษุผู้สูงอายุโดยแท้ซึงจากการกระทำความดีของหลวงปู่  ทำให้หลวงพ่อทิมซึ่งขณะนั้นไม่มีผู้ใดทราบความเป็นมาหลวงพ่อทิมว่าเป็นพระภิกษุเชี่ยวชาญมนต์คาถาทุกด้าน  ซึ่งกิตติศัพท์ ชาวบ้านย่านเกาะบางโพและตำบลใกล้เคียงทราบคือ “ตะกรุดโทน”      ซึ่งหลวงพ่อปลุกเศกโดยดำลงน้ำจารึกอักขระบนแผ่นตะกรุดจนกว่าจะเสร็จ  *น่าเสียดายวันหนึ่งมีมนุษย์ผู้เขลาด้วยปัญญา  นำตะกรุดที่ท่านมอบไปผูกคอสุนัขและยิงสุนัข แต่ปาฎิหารย์กระสุนด้านหมด  เมื่อหลวงพ่อทิมเห็นสุขันวิ่งหลบใต้กุฎิจึงถอดออกจากคอสุนัข  ท่านโกรธจึงประกาศงดให้เครื่องรางของขลังแก่ชาวบ้าน  หลวงปู่เมื่อได้รับมอบวิชาและตำราจากหลวงพ่อทิมไปแล้ว  ท่านหมั่นศึกษาภาวนาปฎิบัติ ทุกบท ทุกวรรคตอน จนสิ้นกระบวนความในตำรา  จนชาวบ้าน บ้านเกาะต่างกล่าวกันว่าหลวงพ่อทิมไปเกิดที่วัดท่าทอง  หลวงปู่ได้ใช้คาถาอาคมช่วยเหลือชาวบ้านตลอดมา ประพรมชาวบ้านที่แวะเวียนมากราบนมัสการท่าน  ซึ่งน้ำมนต์นี้หลวงปู่จะปลุกเศกทุกวัน ใส่โองมังกรขนาดใหญ่           


เขียนโดย :นำทรัพย์ เจ้าของรายการ May 11, 2015 11:45:07

อ้างอิงถึงรายการ : /auction/พระชุดภาคอีสาน/5247134


ประวัติปฎิปทา " หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล " อมตะเถระ 5 แผ่นดิน แห่งวัดบ้านจาน หลวง ปู่หมุน ฐิตสีโล เกิดในสกุล“ ศรีสงคราม”หรือ “ แก้วปักปิ่น” ถือกำเนิดเมื่อ วันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2437 ณ บ้านจาน อ.กันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ บิดา ชื่อ " ดี "มารดาชื่อ " อั๊ว " มีอาชีพทำไร่ทำนา เป็นเด็กยากจน แต่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ต่อมาบิดามารดาเห็นแววทางด้านพระพุทธศาสนา จึงให้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 14 ปี และนำไปฝากกับพระอาจารย์สีดาเจ้าอาวาสวัดบ้านจาน ซึ่งเป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านกรรมฐานและมีวิชาอาคมที่เก่งมาก ในปี 2460 ขณะอายุได้ 23 ปีได้เข้าอุปสมบทหมู่จำนวน 9 รูป โดยหลวงปู่เป็นรูปที่ 9 โดยมีโยมลุงของท่านเป็นเจ้าภาพ โดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเพ็งเป็นพระอนุสาวนาจารย์และหลวงพ่อผุยเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับรับฉายาว่า " ฐิตสีโล " แปลว่า " ผู้มีศีลตั้งมั่น "จากนั้นได้ศึกษาวิชาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ในแถบนั้นเป็นเวลา 4 ปี ก่อนออกแสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ เพื่อศึกษาคันธธุระและวิปัสสนาธุระในชั้นที่สูงๆ ขึ้นไป ปี พ.ศ.2464 หลวงปู่หมุน เริ่มออกศึกษาแสวงหาประสบการณ์โดยได้ร่ำเรียนทั้งเวทย์วิทยา และสมถกรรมฐานจากครูบาอาจารย์หลายสำนัก การเดินทางในสมัยนั้นเป็นที่ลำบากยากเย็น ต้องเดินเท้าเปล่าผจญภัยจากผีป่า หรือสัตว์ร้ายนานัปการ แต่หลวงปู่มิได้ย่อท้อ ได้เดินทางไปศึกษาวิชาอาคมที่ สำนักตักศิลาแห่งบ้านจิกใหญ่ อ.พิบูลมังสาหาร จังหวัด อุบลราชธานี กระทั่งศึกษาคัมภีร์มหาพุทธาคม อันเป็นแม่บทของคัมภีร์ปถมัง คัมภีร์อิทธิเจ คัมภีร์มหาราช คัมภีร์ตรีนิสิงเห ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งอำนาจจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราพิชัยสงคราม เช่น คัมภีร์นิติประกาศิต คัมภีร์ธนูรเวทว่าด้วยการแต่งเครื่องครอบมนตร์ในสงคราม เป็นต้น ใน ช่วงปี 2475-2482 เมื่อหลวงปู่สำเร็จการศึกษาวิชาการต่าง ๆ ก็เก็บบริขารออกธุดงค์ป่าผ่านถิ่นทุรกันดารในชนบทโดยเท้าเปล่ามายังกรุงเทพ ฯ ในระยะแรกหลวงปู่เข้าพักที่ วัดเทพธิดาราม เป็นการชั่วคราว โดยมีครูทองอินทร์ เป็นครูสอนของวัดเทพธิดาราม เป็นผู้เอื้อเฟื้อจัดหาที่พำนักให้ ท่านได้ให้หลวงปู่อยู่ที่วัดวัดอรุณราชวราราม พำนักอยู่กับพระพิมลธรรม(นาค) ศิษย์สายสมเด็จพระสังฆราชแพ โอกาสนี้หลวงปู่ได้ร่ำเรียนวิชาคัมภีร์มูลกัจจายน์สูตร ซึ่งเป็นหลักสูตรโบราณอันเก่าแก่ของคณะสงฆ์ไทยที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เป็นตำราที่ละเอียดลึกซึ้ง แตกฉานพระบาลีว่าด้วยคัมภีร์อรรถกถายากยิ่งที่จะมีผู้เรียนได้สำเร็จ ปัจจุบันวิชานี้ได้ยกเลิกไปแล้ว หลวงปู่หมุนได้เข้าสอบวิชามูลกัจ จายน์ นั้น ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งการสอบในสมัยนั้นมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธาน และสมเด็จพระสังฆราช(แพ) เป็นประธานกรรมการฝ่ายสงฆ์ และพระเถราจารย์เป็นผู้ทดสอบด้วย โดยมีการถามตอบแบบมุขปาฐะ (ปากเปล่า) ถ้าถามตอบบาลีผิดเกิน 3 คำ ให้ปรับเป็นตกทันที ด้วยความรู้ความสามารถที่แตกฉานในคัมภีร์หลวงปู่สามารถสอบได้เปรียญธรรมถึง 5 ประโยคในคราวเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นหลวงปู่ได้ใช้วิชาความรู้อย่าง คุ้มค่า โดยได้เป็นครูสอนมูลกัจจายน์อยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม(ฝั่งธนบุรี) เป็นเวลานานหลายปี มีลูกศิษย์มากมาย นอกจากนี้ในช่วงหนึ่งหลวงปู่มาพักกับสมเด็จพระสังฆราชแพ ที่วัดสุทัศน์ฯ และได้ศึกษาวิชาบางอย่างกับสมเด็จพระสังฆราชแพอีกด้วย จากนั้นก็เก็บ บริขารเดินธุดงค์ติดตามพระอาจารย์ทองดี ที่มาจาก อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ธุดงค์ ไปทางภาคเหนือเข้าเขตพม่าเป็นเวลา 1 ปี จากนั้นก็เดินเท้าเปล่าลงภาคใต้ไปพำนักกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ เพื่อปฎิบัติกรรมฐานและแลกเปลี่ยนวิชาอาถรรพณ์เวทมนต์กับพระอาจารย์ทิมอยู่ ประมาณปีกว่า ๆ ก่อนธุดงค์เข้าเขตประเทศมาเลเซีย เพื่อจะเรียนวิชากับพ่อท่านครน วัดบางแซะ ใช้เวลาธุดงค์อยู่ถึง 7 วัน แต่ไม่พบจึงตัดสินใจกลับวัดช้างให้ ต่อจากนั้นก็ได้เรียนวิชาจากพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช โดยได้ของที่ระลึกจากพ่อท่านคล้ายคือ ชานหมากเม็ดใหญ่เป็นที่ระลึก จากนั้นก็เดินธุดงค์เรื่อยมาจนกลับสู่เขตอีสานอีกครั้งและได้พบกับหลวงปู่สี ฉันทสิริ ในป่าแถบ จังหวัดหนองคาย และได้วิชาลบผงสีจากหลวงปู่สี ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากสมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆังโฆษิตาราม ช่วงที่ ท่าน ธุดงค์แถบอุบลราชธานีได้พบกับหลวงปู่มั่น และขอเรียนข้อวัตรปฏิบัติในพระกรรมฐาน แต่ไม่ได้ร่วมคณะธุดงค์ เพราะท่านอยู่นิกายมหายาน หลวงปู่เคยเล่าประวัติในช่วงธุดงค์ให้กับพระภิกษุที่เป็นหลานของท่านว่า เคยได้เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นอยู่พักหนึ่ง ในช่วงที่หลวงปู่ต้องการเจริญสมณธรรม เป็นธรรมอันล้ำลึกยากยิ่งที่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงจะล่วงรู้ถึงอารมณ์ของ วิปัสสนานี้ได้ หลวงปู่หมุนได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระอาจารย์มั่นอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็แสวงหา ความวิเวก เพื่อประพฤติปฏิบัติต่อไป จนกระทั่งหลวงปู่แตกฉาน เชี่ยวชาญ ครั้งนั้นหลวงปู่หมุนได้ศึกษาธรรมจนที่สหธรรมมิกที่เป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น รู้จักสนิทสนมกับหลวงปู่ทุกองค์ เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เป็นต้น ..ในตอนที่หลวงปู่หมุนไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่น ท่ามกลางศิษย์สายกองทัพธรรม ในขณะสนทนาธรรมหลวงปู่มั่นได้ปรารภกับหลวงปู่หมุนว่า " ท่านหมุน ท่านเก่งพอตัวอยู่แล้ว หากไม่เจอกันหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปริยัติ ปฏิบัติ และ ปฎิเวธ ให้สอบถามท่านแหวนได้ เพราะเขาเก่งมาก " หลวงปู่มั่นได้มอบของที่ระลึกให้หลวงปู่หมุน 2 อย่าง คือ แผ่นจารอักขระใบลาน ม้วนเป็นลูกอมกลม ๆ เขียนเป็นภาษาขอมว่า เย ธมมา เหตุปภวา ฯลฯ เป็นต้น และธนบัตรรัชกาลที่ 8 พร้อมลายเซ็นหลวงปู่มั่น ภายหลังหลวงปู่ได้มอบให้โยมแม่ท่านไป ต่อมาหลวงปู่มีความกังขาสงสัยในกัมมัฏฐานในเรื่องของ จตุธาตุวัฏฐาน ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิบัติในธาตุทั้ง 4 เป็นมูลฐานของอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ จึงได้เดินทางไปกราบของความรู้เพิ่มเติมจาก หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ก็ได้รับความกระจ่าง จากนั้นก็ธุดงค์ต่อไป ท่านยังได้ร่ำเรียนวิชาจาก พระอาจารย์สิงห์ วัดป่าสาลวัน หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา ต่อมาไม่นาน ก็ ได้ร่ำเรียนวิชามีดหมอมหาปราบจากหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว และหลวงพ่อเงิน วัดมะปรางค์หลวง ซึ่งวิชานี้หลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ก็เรียนจากหลวงพ่อขำและหลวงพ่อเงิน เช่นกัน นอกจากนี้ในช่วงที่หลวงปู่ธุดงค์มาสู่ภาคตะวันออกแถบจันทบุรี ท่านได้พำนักอยู่กับ หลวงพ่อสอน วัดเสิงสาง กระทั่งหลวงพ่อสอนไว้ใจให้วิชาอาคมและครอบครูให้กับหลวงปู่ หลวงปู่ หมุน นับเป็นหนึ่งในทายาทผู้สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุนแห่งนครจำปา ศักดิ์ราชอาณาจักรลาวที่ยังดำรงขันธ์อยู่ในปัจจุบัน โดยสมเด็จลุนเป็นที่เลื่องลือในคุณธรรมและอภิญญาอภินิหารอาทิ สามารถเดินบนน้ำได้ ย่นระยะทางได้ แปลงร่างได้ เดินทะลุภูเขาได้กล่าวกันว่าภิกษุสงฆ์ยุคก่อนโน้นต่างดั้นด้นสืบเสาะหาสม เด็จลุน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษามหาวิทยาคม ตลอดจนวิปัสสนากรรมฐาน หลวงปู่หมุนเองก็ดั้นด้นธุดงค์ผ่านอุบลราชธานีเข้าประเทศลาวเพื่อสืบเสาะสม เด็จลุน แต่ไม่พบ แล้วมาพักอยู่กับหลายพ่อมหาเพ็ง วัดลำดวน ในช่วงนั้นหลวงปู่ได้ใช้เวลาค้นคว้าศึกษาพระไตรปิฏก ในเรื่องพระวินัยปิฏก และพระอภิธรรม ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงการเจริญกัมฏฐานล้วน ๆ ประมาณ 2 เดือนกว่า แล้วก็ออกธุดงค์กลับสู่ประเทศไทยเข้ากรุงเทพฯ มาพักนักที่วัดหงส์รัตนาราม ต่อมาธุดงค์ไปทางอีสานเข้าสู่ประเทศลาวอีก หลายครั้ง จนกระทั่งท่านมีอายุ 30 ปีกว่าแล้ว คราวนั้นหลวงปู่ได้พบกับฆราวาสชื่ออาจารย์ฉันท์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นเหลนของสมเด็จลุน ที่จังหวัดนครพนม โดยเรียนวิชาจากอาจารย์ฉันท์จนหมดภูมิแล้ว อาจารย์ท่านจึงได้แนะนำฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ดำเหลนของสมเด็จลุนปรมาจารย์ ใหญ่ที่สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุน ในการฝากตัวเป็นศิษย์ ของ หลวงปู่ดำนั้น มีกฎเกณฑ์รายละเอียดมากทั้งยังต้องทดสอบภูมิปัญญา และอำนาจของกระแสจิตที่ต้องเข้มแข็งพอที่จะเรียนวิชาของท่านได้ ในรุ่นที่หลวงปู่ฝากตัวเป็นศิษย์นั้นมีมากกว่า 50 รูป แต่หลวงปู่ดำท่านทดสอบวิชา แล้วคัดออกจนเหลือแค่ 3 รูป มีหลวงปู่หมุน หลวงพ่อสงฆ์ (วัดม่วง ลพบุรี) และอีกรูปหลวงปู่ลืมชื่อไปแล้ว สำหรับพิธี ครอบครูของหลวงปู่ดำนั้นมีของยกครูที่หลวงปู่จำได้อย่างแม่นยำคือ 1.ผ้าไตรจีวร 2.บาตร 3.ทองคำหนัก 10 บาท (สำหรับทองคำ จะคืนให้เมื่อเรียนจบ) และมีข้อห้ามประการสำคัญอีกคือ ห้ามสึกตลอดชีวิต ถ้าสึกไปชีวิตก็จะหาไม่ ในการครอบวิชานี้ถือว่าเป็นสุดยอดเคล็ดวิชา วิทยาคม ในสายของสมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ซึ่งกว่าจะเรียนจบต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะบำเพ็ญเพียรอย่างมาก ได้จำวัดพักผ่อนวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น อาหารต้องฉันมื้อเดียว และขั้นตอนสุดท้ายที่จะสำเร็จวิชานี้จะมีการทดสอบอย่างพิสดาร อย่าง ไรก็ ตาม เป็นที่เชื่อกันว่าหลวงปู่หมุนท่านสำเร็จวิชาสำเร็จธาตุ 4 มาจากสายสมเด็จลุน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าวิชาสายนี้ลึกลับเกินปุถุชนคนธรรมดาจะเรียนได้สำเร็จ ผู้ที่จะเข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ที่มีบารมีมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน เพราะการควบคุมธาตุ 4 ได้นั้นผู้ที่จะสามารถทำการนี้ได้ต้องสำเร็จจตุตฌานเป็นบาทฐานในการทำ และยังต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของกสิณจตุธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟอีกด้วย หลังจากนั้น หลวงปู่ก็กลับมาจำพรรษา ที่วัดบ้านจาน จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และพระอุปัชฌาย์ รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน ที่" พระครูหมุน ฐิตสีโล" หลวงปู่ได้ปฎิบัติศาสนกิจตามที่ได้รับมอบหมายเป็นเวลาถึง 20 ปี จึงลาออกจากทุกตำแหน่ง ต้องการใช้ชีวิตที่เหลือบำเพ็ญสมณธรรมปฏิบัติพระวิปัสสนาธุระ อย่างเดียว ประมาณปี 2487 ในช่วงที่หลวงปู่อายุ 50 ปี ท่านเก็บบริวารออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าดงดิบ โดยลำพังแต่ผู้เดียว และในช่วงนี้เองที่หลวงปู่ได้พบกับอาจารย์จ่อยและอาจารย์ขวัญ วัดป่าหนองหล่ม ในระหว่างที่หลวงปู่ธุดงค์โดยบังเอิญ อาจารย์ทั้ง 2 จึงได้นิมนต์หลวงปู่โปรดญาติโยมที่วัดป่าหนองหล่ม หลังจากที่หลวงปู่หมุนเดินธุดงค์แสวงหาธรรม อยู่หลายสิบปี ประมาณปี 2520 ท่านจึงกลับมายังวัดบ้านจาน ซึ่งวัดบ้านจานในยามนั้น มีอายุกว่า 200 ปี อยู่ในสภาพทรุดโทรม ท่านจึงได้พัฒนาวัด สร้างอุโบสถขึ้นมา ด้วยหยาดเหงื่อและแรงจิต ทำให้อุโบสถเสร็จสมบูรณ์ในเวลาอันสั้น นอก จาก นี้ท่านยังได้ช่วยเหลือ ลูกศิษย์และสหธรรมิก อีกหลายวัดเช่น วัดป่าหนองหล่ม, วัดโนนผึ้ง ,วัดซับลำใย, และคณะศิษย์วัดสุทัศน์ฯ ในการสร้างถาวรวัตถุของวัด จนเป็นที่มาของ วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมในหลายรุ่นต่อมา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังแทบทุกรุ่น ที่ท่านจัดสร้างขึ้น จึงเป็นที่นิยมในหมู่ศิษยานุศิษย์ ด้วยเชื่อในพลังแห่งบุญฤทธิ์จิตตานุภาพของท่าน จนกระทั่งเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 11 มี.ค.2546 หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล พระอมตะเถระ 5 แผ่นดิน แห่งวัดบ้านจาน อ. กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มรณภาพลงอย่างสงบบนกุฎี สิริอายุ 109 ปี 86 พรรษา      


เขียนโดย :พันธุ์ทิพย์ เจ้าของรายการ April 29, 2015 17:28:06


ประวัติหลวงปู่หงษ์ อัต ชีวประวัติ เด็กชายสุวรรณหงษ์ จะมัวดี เป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียร มีความกตัญญูเวทิตาต่อบิดามารดา ได้ช่วยกิจการงานทุกอย่าง ทำนาหว่านกล้า เก็บเกี่ยวข้าว ด้วยความวิริยะอดทน จนอายุได้ 18 ปี มารดาขอร้องให้บวชเณรด้วยสาเหตุเกรงว่าจะไปมีเรื่องกับผู้อื่น เพราะเป็นช่วงของวัยรุ่นอารมณ์ร้อนซึ่งโดยนิสัยแล้วเป็นผู้มีจิตใจเข้มแข็ง กล้าหาญ ไม่เกรงกลัวใคร สุดท้ายเห็นแก่มารดาจึงได้ตัดสินใจว่าจะบวชให้แค่เพียง 7 วัน ครั้นบรรพชาแล้วพระอุปชฌาย์ได้ตั้งนามให้ใหม่ว่า “สามเณรพรหมศร” ลุมาได้ 3 วัน ขณะทีนั่งบนแคร่ไม้ใต้ต้นมะขามใหญ่ ได้มีบุรุษหญิงชายแปลกหน้าทั้งมีอายุแก่และหนุ่ม แต่งกายแบบชาวบ้านมาขอร้องให้เทศน์โปรดทีเถิดสามเณรพรหมศรกล่าวว่า “ฉันพึ่งบวชได้ไม่ถึงวันยังเทศน์ไม่เป็นหรอก ชายหญิงผู้แปลกหน้าทั้งหลายต่างให้คำแนะนำว่า “ “ท่านเจ้าคะท่านเทศน์ไม่เป็นก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ท่านทดลองว่า นะโม 3 จบ ประเดี๋ยวท่านก็จะเทศน์ได้เองนั่นแหละ” สามเณรพรหมศรนั่งนิ่งแลสงสัยว่าบุคคลทั้งหลายเหล่านี้เป็นใคร ? มาจากไหน ? อยู่ ๆ ก็มาขอให้เราเทศน์ แต่เมื่อลองคิดแล้วเขาบอกให้ว่านะโม 3 จบ เราก็ว่าได้ จึงได้ว่า นะโม 3 จบ จากนั้นก็เป็นเรื่อง ที่ปากพูดไปได้เองเป็นเรื่องเป็นราว ชายหญิงทั้งหลายต่างนั่งพนมมืออมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ครั้นเทศน์จบก็กราบขอบคุณ ขอลากลับ หันไปอีกทางปรากฏว่าหายไปทางไหนก็ไม่รู้” ผู้เขียนกราบเรียนถามหลวงปู่ว่าทำไมสามเณรพรหมศรจึงเทศน์ได้ ท่านกล่าวว่า มันเป็นของเก่าหรือที่เรียกว่า “ธรรมบันดาล” ที่พาให้พูดกล่าวไปได้เอง ความตั้งใจที่จะบวชเพียง 7 วัน ก็อยู่เลยเรื่อยมาจนอายุครบ 20 ปีพระอุปัชฌาย์จึงอุปสมบทให้ ณ วัดเพชรบุรี ต.ทุ่งมน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ โดยตั้งนามฉายาให้ใหม่ว่า “พรหมปัญโญ” แปลว่า ผู้มีปัญญาประดุจพรหม เมื่ออุปสมบทแล้ว หลวงปู่ตั้งใจมั่นขยันหมั่นเพียรศึกษาพระปรัยัติธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มี พระภาคเจ้า หลวงปู่เป็นพระผู้มีความวิรยะสูงจดท่องจำแม่นยำยิ่งนัก ทั้งฝักใฝ่หาความรู้ เพียรหาครูบาอาจารย์อย่างไม่ลดละ แม้จะไกลไปยาก ก็อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางไป เพื่อให้ได้วิชาความรู้กลับคืนมาเป็นรางวัล ด้วยปณิธานมั่นที่จะโปรดลูกหลานญาติโยมภายหน้า สืบไป ครั้นอุปสมบทได้แล้ว 3 พรรษา จึงกราบลาพระอุปชฌาย์จาริกธุดงควัตร ตามแบบฉบับแห่งพระบรมครู อาศัยอยู่ตามโคนไม้ นุ่งห่มใช้ผ้าเพียงสามผืน ทั้งถือที่สงบสัปปายะ เช่นป่าช้า เป็นที่เจริญจิตภาวนาเช้าค่ำ ขบฉันภัตตราหารเพียงมื้อเดียว ได้ท่องเที่ยวสู่เมืองขุขัน จ.ศรีสะเกษ เพราะเป็นเขตแห่งสรรพศาสตร์มนตรา จึงได้เข้าขอศึกษากับครูอาจารย์ที่เป็นทั้งฆารวาสก็ดีเป็นผู้ทรงศีลสมณะก็ ตาม จนเป็นที่พอใจแล้ว จึงขออนุญาตลากลับเพื่อจาริกธุดงค์สู่พนมเปญ กัมพูชาสืบไป เมื่อธุดงค์ข้ามเขาเข้าเขตกัมพูชา อันเป็นที่ตระหนักดีอยู่แล้วว่าเป็นดินแดนแห่งอาณาจักรขอมถิ่นอาถรรพ์ เป็นที่รวมแห่งศาสตร์ไสยเวทย์มนตรารุ่งเรืองนัก คงเป็นด้วยบุญบารมีเก่าหนุนนำ พาให้ได้พบกับครูบาอาจารย์เก่า เมื่อพบเห็นแล้วทุกครูอาจารย์ต่างพึงพอใจในพระภิกษุหงส์พรหมปัญโญผู้สันโดษ อ่อนน้อมถ่อมตนยิ่งนัก ได้บังเกิดความเมตตาประสิทธิ์ประสาทสรรพวิชา ทั้งเวทย์มนต์แลคาถาเมตตา มหาเสน่ห์ กำบังภัยทั้งคุ้มครองแคล้วคลาดกันอาวุธ ปืน หอก ดาบ ธนูหน้าไม้เขี้ยวงา ช้างเสือ หุงสีผึ้ง กันยาเบื่อ ทั้งคุณไสย ทำน้ำมนต์รดอาบต่างหายไป แม้นบ้าใบ้จิตหลอนก็อ่อนโยน จนลุเลยข้ามดงสู่จังหวัดสารพัดไต่เขาและภูผา อาศัยหุบเขาข้างห้วยเอนกายา ตกค่ำภาวนาตลอดไปยามสองจิตผ่องใส บังเกิดธรรมบันดาลพาพบไป กับพระอาจารย์ใหญ่องค์เทพเทวาได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาลงจารเสกปากกา อุปเท่มีคุณมากนักหนากว่าพันประการ ประทานเสร็จสอนจบครบตำราพระพรหมปัญโญให้ปิติทั้งศรัทธา ตั้งจิตกราบครูบาแล้วเงยหน้าขอชมบารมีทันที่ที่ลืมตาได้รูปท่านอาจารย์ใหญ่ ก็จางหายทันที พระพรหมปัญโญสุดที่จะเสียดายเพราะมิได้กล่าวคำว่าขอบคุณแก่ท่านผู้การุ ณประสาทวิชา ครั้นล่องไพรในพนากลางป่าใหญ่ อัศจรรย์ใจเป็นหนักหนาเห็นเด็กร่างดำใหญ่ดุจศิลา พลางผลักทักทายมาแต่ใด กุมารดินล้มหงายหลัง แล้วตั้งตรงทดลองใหม่ผลักล้มมาด้านหน้า ทดลองถึงสองครั้งให้ระอาจึงแสดงกายาสูงใหญ่ได้ห้าเมตร แสดงเสร็จให้เกิดศรัทธาแล้วสั่งสอนถึงวิธีการสร้างกุมารทองให้ถูกต้องตาม ตำราฉบับครู ครั้นธุดงค์ผ่านเขาพนาไพร นานอยู่ได้เกือบขวบปีแวะผ่านที่หมู่บ้านชื่อ “บ้านกรู” ณ หมู่บ้านนี้เองที่ชาวบ้านต่างกล่าวขานคุณงามความดีในวีรกรรมหลาย ๆ สิ่งที่มิอาจลืมเลือนได้จากหัวใจของทุกคน แม้หลวงปู่จะธุดงค์กลับ ประเทศไทยแล้วก็ตามจนขณะนี้หลวงปู่มีอายุย่าง 85 ปี จึงได้เดินทางไปเยี่ยมชาวกัมพูชา เมื่อชาวบ้านทราบข่าวว่าหลวงปู่จะมาต่างดีใจ ครั้นหลวงปู่ไปถึงชาวบ้านเกือบพันคนต่างนอนคว่ำเรียงรายตั้งแต่ถนนจนถึงศาลา แล้วอาราธนาให้หลวงปู่เดินเหยียบบนหลังของเขาทั้งหลสายนั้น หลวงปู่จะไม่เดินชาวบ้านเขาก็ไม่ยอม กล่าวว่า ยอมพร้อมพลีกายด้วยความเคารพบูชา หลวงปู่ขัดเขามิได้จึงยอมเดินบนหลังของเขาเหล่านั้น แม้แต่ผู้เฒ่าอายุราว 100 กว่าปี เมื่อทราบข่าวว่าหลวงปู่มาก็อุตส่าห์ลากไม้เท้าหลังงองกเงิ่นเดินทางมากราบ บูชา ผู้ติดตามหลวงปู่ทุกคนต่างแปลกใจซักถามว่าทำไมจึงศรัทธาองค์หลวงปู่ขนาดนี้ พวกเราทุกคนต่างก็ถึงบางอ้อ ! เพราะพ่อเฒ่า ต่างเล่าให้ฟังว่า”หลานเอ๋ย ! ถ้าวันนั้นหลวงพ่อไม่ได้อยู่กับเพวกเราแล้ว หมู่บ้านกรูทั้งหมู่บ้านก็แตกกระจัดกระจายปี้ป่นไปแล้ว เพราะมันเป็นเรื่องแปลกตาเองก็ไม่เคยเห็นว่าลูกระเบิด และลูกปืนใหญ่ขนาดแตงโมมันตกบนหลังคาหญ้าแฝกแปลกที่มันไม่ทะลุหล่นลงมากลับ กลิ้งคลุก ๆ ไปตามทางลาดชายคา พวกเราก็นึกว่าต้องตายแน่ ๆ ถ้าลูกระเบิดตกกระทบกับพื้นดิน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังตุ้บ ! ปรากฏว่าลูกระเบิดจมดินเกือบครึ่งลูก แต่มันอัศจรรย์มาก หลานเอ๋ย ! มันไม่ระเบิด” เท่านั้นแหละเม็ดกรวด เม็ดหิน แม้แต่ดินใต้แคร่ไม้ไผ่เขายังขุดไปลึกเป็นเมตรเอาไปปั้นเป็นลูกอมตากแดด ครั้นหลวงพ่อกลับประเทศไทยไปแล้ว แคร่ตัวที่ท่านนั่งก็ยังไม่มีเหลือ ชาวบ้านเขาจุดธูปเอามาพลีแบ่งกันจนหมดไม่เหลือหรอ หลวงพ่อเน้อ ! พร้อมกับยกมือไหว้ทางหลวงปู่ พวกตา และชาวบ้านรอดตายมาได้ทุกคน เสมือนตายแล้วเกิดใหม่ เท่ากับหลวงพ่อมาชุบชีวิตให้ใหม่” ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมชาวบ้านเขาจึงพร้อมใจกันยอมนอนคว่ำให้หลวงปู่ ท่านเดนบนหลังของวกเขา ชาวบ้านทุกคนเคารพรักหลวงปู่เสมือนเป็นเทพเจ้าของพวกเขาทีเดียว เพราะมิใช่ว่าหลวงปู่ จะป้องกันภัยให้พวกเขาได้อย่างเดียว แต่หลวงปู่ได้แผ่เมตตาปล่อยสัตว์ ขุดบ่อ ขุดสระ สร้างฝายน้ำล้น ปลูกผ่า ปล่อยช้าง วัว ควาย เต่า งู ตะขาบ สัตว์ทุกชนิด และสั่งห้ามมิให้ชาวบ้านทำลายป่าไม้โดยอบรมสั่งสอนให้เห็นคุณ และโทษของการไม่มีป่าได้ไม่มีน้ำจะ เกิดความเดือดร้อนนานาประการ พร้อมทั้งสอนให้ชาวบ้านทุกคนถือศีลห้า ห้ามดื่มเหล้าเมายา แล้วครูอาจารย์ของหลวงปู่ท่านจะคุ้มครอง ทุกคนเคารพศรัทธาในองค์หลวงปู่ได้ประพฤติปฏิบัติตาม จึงมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข (คัดลอกจากเขามาครับ) สำหรับ ผู้ที่ศรัทธาจริงอยากจะได้วัตถุมงคลก็แสดงความคิดเห็นลงได้ ต้องขอบอกท่านที่ต้องการที่จะได้ก่อนนะครับว่าผมไม่มีวัตถุมงคลของหลวงปู่ ทั้ง 2 ท่าน ไว้จำหน่ายครับ มีเวลาว่างจะไปดูที่วัดให้ สำหรับเรื่องค่าบูชาก็ตามวัดที่ตั้งไว้ บางรุ่นสร้างมาแล้ว 8-9 ปีก็มีเพราะเคยเข้าไปดูบ่อยครั้ง สำหรับผมมีเฉพาะไว้กับตนเอง ท่านอยากได้อะไรก็ลองแสดงความคิดเห็นดูนะครับ ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่เซียนพระแต่วัตถุมงคลนั้นออกจากวัดแน่นอน      


เขียนโดย :พันธุ์ทิพย์ เจ้าของรายการ April 29, 2015 17:27:42


ขอบคุณครับ (auto feedback)


เขียนโดย :นำทรัพย์ เจ้าของรายการ December 06, 2014 17:05:05


ปิดปุ๊บ โอนปั๊บ ขอบอกท่านนี้ยอดเยี่ยม ขอบคุณมากๆครับ


เขียนโดย :เทพพิทักษ์ เจ้าของรายการ November 10, 2014 01:13:31

อ้างอิงถึงรายการ : /auction/เครื่องราง-ล็อกเก็ต/4520369


โอนไวมากมายครับ ขอบคุณครับ


เขียนโดย :นำทรัพย์ เจ้าของรายการ October 20, 2014 11:47:40


ขอบคูณครับ


เขียนโดย :Bigsunny เจ้าของรายการ September 25, 2014 07:22:14

อ้างอิงถึงรายการ : /auction/พระเนื้อผง-เนื้อว่าน/4291168


สุดยอดครับ ขอบคุณมากครับ


เขียนโดย :นำทรัพย์ เจ้าของรายการ August 09, 2014 14:29:29

หน้าที่ :  16