เหรียญหลวงพ่อผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขต เนื้อทองแดง รุ่นพิเศษ จัดสร้างเมื่อ ปี พ.ศ.2519 เนื่องในงานที่ระลึกฉลองพระอุโบสถ วัดศรีแก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ
สมเด็จฯ เสาร์ห้า พ่อท่านคล้าย วัดอรุณฯ ปี 2509 หลังตราแผ่นดิน พิมพ์คะแนน หายาก พิธีใหญ่มาก เกจิยุคปี 09 ร่วมเสกเพียบ .....รายชื่อ พระอาจารย์ที่นั่งปลุกเสก ๑๐๙ รูป อาทิ เช่น พ่อท่านคล้าย หลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอม หลวงปู่นาค วัดระฆัง หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยา หลวงพ่อเนื่องวัดจุฬามณี หลวงพ่อเต๋ คงทอง เป็นต้น
เหรียญไตรมาสปี2554 หลวงปู่สรวง วัดถ้ำพรหมสวัสดิ์(5เหรียญ)
พระสังกัจจายน์มหาลาภ รุ่นแรก หลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว จ.สุพรรณบุรี ปี 2498 ขนาด 2x3 ซม.เนื้อทองผสม อุดกริ่งใต้ฐาน พิมพ์ทรงคมชัด หูตากระพริบ ผิวพระจะมีรอยพรุนของฟองอากาศ พิมพ์ทรงคมชัดลึก มีธรรมชาติความเก่า สภาพคลาสสิคๆ เพราะมีอายุการสร้างหลายสิบปี พระรุ่นนี้พิธีปลุกเสกแบบเข้มขลัง หลวงพ่อขอมปลุกเสก.และมีเกจิอาจารย์ที่เก่งๆอีกหลายรูปร่วมปลุกเสก. เช่น หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก หลวงพ่อสม วัดดอนบุพผา หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม เป็นต้น เป็นพระกริ่งรุ่นแรกๆของท่าน ต้นแบบพระสังกัจจายน์ที่หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม ชัยนาท นำไปสร้างพระสังกัจจายน์เนื้อดินและผงต่อมา พุทธคุณเด่นในด้าน โชคลาภ เมตตามหานิยม ดั่งแก้วสารพัดนึก มหาโชค มหาลาภ หายากน่าเก็บน่าใช้
พระสมเด็จวัดระฆังฯ ปี 2533 รุ่นอนุสรณ์ 118 ปี สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์การมรณภาพของ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ครบ 118 ปี โดยมีพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2533 วัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ไปใช้ในการซ่อมแซมศาลาการเปรียญของวัดระฆังฯ ซึ่งเป็นโบราณสถานของชาติแห่งหนึ่ง ให้คงสภาพดังเดิมไว้ **** รายละเอียดในการจัดสร้างนั้น มีวัตถุประสงค์ใกล้เคียงกับครั้งที่สร้าง รุ่น 100 ปี และรุ่น 108 ปีหลายอย่าง โดยประกอบพิธีพุทธาภิเษกทั้งพิธีสงฆ์ และพิธีพราหมณ์อย่างยิ่งใหญ่และเข้มขลัง โดยมี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงเป็นประธานจุดเทียนชัย มีพระเกจิอาจารย์นั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสกถึง 89 รูปที่โดดเด่น คือ พระภาวนาโกศลเถระ (วีระ) วัดปากน้ำภาษีเจริญ กทม., พระญาณโพธิ (เข็ม) วัดสุทัศน์ฯ กทม., พระปลัดธรรมจริยวัฒน์ (วิเชียร) วัดดวงแข กทม.,พระครูจันทคุณาภรณ์ (จำปา) วัดอินทราวาส กทม., พระครูวิบูลยศีลวัตร (ช้วน) วัดหนัง กทม., พระครูวิมลธรรมธาดา (ถวิล) วัดลาดบัวขาว กทม., พระครูสุทธิธรรมาจารย์ (คอน) วัดชัยพฤกษ์มาลา กทม., พระครูอุดมโชติวัฒน์ (อรรถ) วัดองครักษ์ สุพรรณฯ, พระครูสุนทรสุวรรณกิจ (ดี) วัดพระรูป สุพรรณฯ, พระครูศรีฉฬังคสังวร (เริ่ม) วัดจุกกระเฌอ ชลบุรี, พระครูสารทรพัฒนกิจ (ละมูล) วัดเสด็จ ปทุมฯ, พระครูเกษมธรรมนันท์ (แช่ม) วัดดอนยายหอม นครปฐม, พระครูฐาปนกิจสุนทร (เปิ่น) วัดบางพระ นครปฐม, พระครูเกษมนวกิจ (เต้า) วัดเกาะวังไทร นครปฐม, พระพิพัฒน์วิริยาภรณ์ (ผูก) วัดพระปฐมเจดียฺ นครปฐม, พระครูวิชัยประสิทธิคุณ (เชิญ) วัดโคกทอง อยุธยา, พระครูพุทธสิริวัฒน์ (เมี้ยน) วัดโพธิ์กบเจา อยุธยา, พระครูสังวรสมณกิจ (ทิม) วัดพระขาว อยุธยา, พระครูเกษมคณาบาล (มี) วัดมารวิชัย อยุธยา, พระครูวิบูลรัตนากร (วงศ์) วัดสามกอ อยุธยา, พระครูสุนทรยติกิจ (เอียด) วัดไผ่ล้อม อยุธยา, พระครูโอภาสธรรมวัตร (ล้วน) วัดพิกุลโสภณ อยุธยา, พระครูสุวัฒนาภรณ์ (บี้) วัดตำหนักเหนือ นนทบุรี, พระครูอุทัยธรรมธารี (เส็ง) วัดป่ามะไฟ ปราจีนฯ, พระครูใบฎีกาคล้อย วัดถ้ำเขาเงิน ชุมพร, พระครูสมุทรพัฒนโสภณ (ทองหล่อ) วัดคันลัด สมุทรปราการ, พระครูการาม (พลับ) วัดชายคลอง พัทลุง, พระครูกาชาด (บุญทอง) วัดดอนศาลา พัทลุง, พระครูกาเดิม (เพิ่ม) วัดเขียนแก้ว พัทลุง, พระอาจารย์ศรีเงิน วัดดอนศาลา พัทลุง, หลวงพ่อฤทธิ์ วัดบ้านสวน พัทลุง, พระอาจารย์แก้ว วัดโคกโดน พัทลุง, พระอาจารย์ปลอด วัดหัวป่า พัทลุง, พระราชสิงหคณาจารย์ (แพ) วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี, พระครูจิตตานุรักษ์ (จวน) วัดหนองสุ่ม สิงห์บุรี, พระครูเมตตานุศาสน์ (บุญช่วย) วัดกุฎีทอง สิงห์บุรี, พระครูอินทคณานุสิกขน์ (เจ๊ก) วัดระนาม สิงห์บุรี, พระครูพิบูลธรรมเวท (เปรื่อง) วัดหิรัญญาราม พิจิตร ฯลฯ **** วัตถุมงคลที่จัดสร้างในครั้งนี้ มีทั้งพระบูชา พระเครื่องเนื้อผง เนื้อโลหะ และเหรียญที่ระลึก ดั่งเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา **** พระสมเด็จวัดระฆังฯ 118 ปี มีทั้งหมด 5 พิมพ์ ได้แก่ พระสมเด็จพิมพ์พระประธาน (ใหญ่) พิมพ์สมเด็จปรกโพธิ์, พิมพ์สมเด็จฐานแซม, พิมพ์สมเด็จคะแนน, พิมพ์รูปเหมือนสมเด็จฯ โต ซึ่งทุกพิมพ์ทางวัดได้สั่งจัดทำรูปแบบแม่พิมพ์ขึ้นใหม่ทั้งหมด บรรจุอยู่ในกล่องพลาสติกจตุรัส ขนาด 10X10 ซม. ฝาใสผ้ากัมมะหยี่สีแดงเข้ม ตัวหนังสือสกรีนทอง ด้านหลังตัวกล่องสีขาวครีม พื้นเป็นลายหยาบ มีรูปตราวัดระฆัง **** จุดสังเกตสำคัญ พระสมเด็จวัดระฆังฯ 118 ปี จะแตกต่างจากรุ่น 100 ปี และ 108 ปี ก็คือ ตำแหน่งจุดไข่ปลาในพิมพ์สมเด็จพระประธาน พิมพ์ปรกโพธิ์ และพิมพ์ฐานแซม จะอยู่กึ่งกลางระหว่างฐานชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ส่วนพิมพ์รูปเหมือนก็มีรูปแบบแตกต่างไปจากเดิมคือ องค์สมเด็จฯ โต ประทับนั่งอยู่ในซุ้มดอกมะลิรูปวงรี ในกรอบนูนสูงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พิมพ์ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ด้านหลังองค์พระลักษณะตราที่ใช้ปั๊มจะเป็นรูป “ระฆัง” มีแต่เฉพาะ พิมพ์สมเด็จคะแนน เท่านั้น ที่ตราประทับจะเป็นอักษรคำว่า “โต”
ได้รับของเรียบร้อยครับ
หลวงพ่อเกษม เขมโก เดิมมีนามว่า เจ้าเกษม ณ ลำปาง ประสูติ เมื่อ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2455 ตรงกับวันพุธ เดือนยี่ (เหนือ) ปีชวด ร.ศ. 131 เป็นบุตรใน เจ้าน้อยหนู ณ ลำปาง (ภายหลังเปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น มณีอรุณ) รับราชการเป็นปลัดอำเภอ กับ เจ้าแม่บัวจ้อน ณ ลำปาง และเป็นราชปนัดดาในมหาอำมาตย์โท พลตรีเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าหลวงผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย สมัยตอนเด็กๆมีคนเล่าว่าท่านซนมากมีอยู่ครั้งหนึ่งท่านปีนต้นบ่ามั่น(ต้นฝรั่ง)เกิดผลัดตกจนมีแผลเป็นที่ศรีษะ เมื่อท่านอายุได้ 13 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งเป็นการบรรพชาหน้าศพ (บวชหน้าไฟ) ของเจ้าอาวาสวัดป่าดั๊ว 7 วันได้ลาสิกขาและท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรอีกครั้งเมื่ออายุ 15 ปีและจำวัดอยู่ที่วัดบุญยืน จังหวัดลำปาง ท่านได้ศึกษาด้านพระปรัยัติธรรมจนสามารถสอบนักธรรมชั้นโทได้ในปี พ.ศ. 2474 และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในปีถัดมา โดยมี พระธรรมจินดานายก เจ้าอาวาสวัดบุญวาทย์วิหาร อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำปาง เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้รับฉายาว่า "เขมโก" แปลว่า ผู้มีธรรมอันเกษม โดยพระภิกษุ เจ้าเกษม เขมโก ได้ศึกษาภาษาบาลีที่สำนักวัดศรีล้อม ต่อมาได้ย้ายมาศึกษาแผนกนักธรรมที่สำนักวัดเชียงราย หลวงพ่อเกษม เขมโกสามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก ในปี พ.ศ. 2479 ท่านเรียนรู้ภาษาบาลีจนสามารถเขียนและแปลได้ รวมทั้งสามารถแปลเป็นภาษามคธได้เป็นอย่างดี แต่ท่านไม่ยอมสอบเอาวุฒิ จนครูบาอาจารย์ทุกรูปต่างเข้าใจว่าพระภิกษุ เจ้าเกษม เขมโก ไม่ต้องการมีสมณะศักดิ์สูง ๆ เรียนเพื่อจะนำเอาวิชาความรู้มาใช้ในการศึกษาค้นคว้าพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาเท่านั้น เมื่อสำเร็จทางด้านปริยัติธรรมแล้ว ท่านแสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนา จนกระทั่ง ท่านทราบข่าวว่ามีพระเกจิรูปหนึ่งมีชื่อเสียงในด้านวิปัสสนา คือ ครูบาแก่น สุมโน ท่านจึงฝากตัวเป็นศิษย์ ท่านได้ตามครูบาแก่น สุมโน ออกท่องธุดงค์ไปแสวงหาความวิเวกและบำเพ็ญเพียรตามป่าลึก จนถึงช่วงเข้าพรรษาซึ่งพระภิกษุจำเป็นต้องยุติการท่องธุดงค์ชั่วคราวท่านจึงต้องแยกทางกับพระอาจารย์ และกลับมาจำพรรษาที่วัดบุญยืนตามเดิม พอครบกำหนดออก ก็ติดตามอาจารย์ออกธุดงค์บำเพ็ญภาวนา ต่อมา เจ้าอธิการคำเหมย เจ้าอาวาสวัดบุญยืน มรณภาพลง ทางคณะสงฆ์ได้ประชุมกันเพื่อหาเจ้าอาวาสรูปใหม่และต่างลงความเห็นพ้องต้องกันเก็นควรว่า พระภิกษุ เจ้าเกษม เขมโก มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อท่านได้รับเลือกเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืน ท่านก็ไม่ยินดียินร้าย แต่ท่านก็ห่วงทางวัดเพราะท่านเคยจำวัดนี้ ท่านเห็นว่าถือเป็นภารกิจทางศาสนาเพราะท่านเองต้องการให้พระศาสนานี้ดำรงอยู่ จึงยอมรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืน หลังจากนั้นท่านก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสหลายครั้งเนื่องจากท่านอยากจะออกธุดงค์ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้น ท่านจึงออกจากวัดบุญยืนไปที่ศาลาวังทานพร้อมเขียนข้อความลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสไว้ด้วย หลวงพ่อเกษม เขมโก เป็นพระสายวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ยึดติดแม้แต่สถานที่ ท่านได้ปฏิบัติธรรม ณ สุสานไตรลักษณ์ตลอดชนชีพ เป็นพระที่เป็นที่เคารพสักการะของคนในจังหวัดลำปางและทั่วประเทศ ท่านปฏิบัติศีลบริสุทธิ์ตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่ติดยึดในกิเลสทั้งปวง หลวงพ่อเกษม เขมโก ได้ถึงแก่พิราลัย ณ ห้องไอซียู โรงพยาบาลลำปาง จังหวัดลำปาง เมื่อเวลา 19.40 น. ของวันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2539 ซึ่งตรงกับวันแรม 11 ค่ำ เดือน 2 ยังความอาลัยเศร้าโศกเสียใจมายังหมู่สานุศิษย์ทั่วประเทศ ส่วนสรีระของท่านนั้นก็ยังความอัศจรรย์ด้วยเนื่องจากไม่เน่าเปื่อยเหมือนอย่างสังขารทั่วไป ทั้งยังเขียนป้ายบอกผู้ที่มาเคารพสรีระ ท่านด้วยว่าให้พนมมือไหว้ที่หน้าอกเพียงครั้งเดียวแล้วไม่ต้องกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์อย่างศพของพระเถระทั่วไปนับว่าท่าน นั้นถือสมถะเป็นอย่างมาก
คืนหนึ่งในฤดูฝน เมื่อปี พ.ศ.2515 เป็นยามวิกาล ฝนฟ้าได้ตกพรำๆทำให้ผู้คนไม่พลุกพล่าน บรรดานักลักขโมยทั้งหลายชอบนักหนา ได้ปรึกษาหารือกันเพื่อจะทำการขุดเจาะพระเจดีย์หน้าพระอุโบสถของวัดค้างคาว ทางด้านทิศตะวันออกของพระอุโบสถ ผลที่สุดได้ของ(พระจำนวนมาก) จากการลักลอบขุดครั้งแรกนั้น เลยไม่ทราบว่าเป็นพระอะไร เมื่อขโมยนำมาจำหน่ายในท้องที่ลพบุรี จึงได้ทราบว่าเป็นพระโคนสมอ (หรือเรียกกันว่าซุ้มประสาทนั่นเอง) เนื้อตะกั่วสนิมแดง จับมาแทบทุกองค์ มีพระเนื้อดิน อีกจำนวนหนึ่ง รวมกันประมาณทั้งกรุ 1,000 องค์เศษ ผู้ลักลอบขุดได้ทำการแบ่งสรรกันคนละเท่าๆกัน เมื่อเรื่องราวต่างๆแตกขึ้น ทำให้ล่วงรู้ไปถึงบรรดานักนิยมสะสมพระเครื่องมีอันดับเข้า ก็ตามไปยังวัดค้างคาวกันไม่ขาดสาย ระยะนั้นพระกรุนี้มีราคาแพงมาก เพราะเป็นพระที่แตกกรุออกมาใหม่ๆ หนำซ้ำยังเป็น พระเนื้อตะกั่วแดง ขนาดเล็กกะทัดรัดน่าใช้มาก และมีความงามยิ่งกว่าพระโคนสมอกรุอื่นๆที่เคยพบมา เรียกได้ว่าไม่มีพระโคนสมอสนิมแดง กรุใดจะสวยงามเกินไปกว่าพระโคนสมอกรุ วัดค้างคาว คงไม่มีอีกแล้ว การปลอมแปลงขณะนี้ยังไม่แนบเนียนเท่าใดนัก ยังพอจัดเค้าได้ว่าเป็นของปลอมอยู่ ซึ่งตรงกันข้ามกับของจริง (ของแท้ไม่ปลอม)อยู่มาก ห่างไกลกันลิบลับ แต่ในอนาคตนั้นไม่แน่ อาจจะมีการปลอมแปลงขึ้นได้ พระโคนสมอกรุต่างๆนั้นมีหลายแบบอย่าง และมีหลายพิมพ์ทรง ส่วนใหญ่สร้างเป็นแบบพระประจำวันตั้งแต่วันอาทิตย์ถึงวันเสาร์ พบมากที่สุดคือ กรุวัดราชบูรณะ ที่กรมศิลปากรขุดพบเมื่อ พ.ศ.2501 โดยมีความตั้งใจจะบูรระพระปรางค์ แต่เมื่อขุดแต่งก็พบพระพิมพ์ พระบูชา และสมบัติจำนวนมากในวัดนี้ ประมาณอายุของพระเครื่องพิมพ์ไม่ต่ำกว่า 535 ปี วัดนี้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นพุทธบูชาแด่พระเจ้าอ้าย พระเจ้ายี่ สองพี่น้องที่ทำสงครามช่วงชิงราชสมบัติ จนสิ้นพระชมน์ทั้งสองพระองค์ เจ้าสามพระยาพระอนุชาองค์สุดท้องได้ครองเมืองแทนจึงสร้างวัดไว้ ณ.บริเวณที่พระเชษฐาทั้งสองทำสงครามกัน ได้สร้างพระเครื่องวัตถุมงคลเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาบรรจุไว้ พระโคนสมอดังกล่าวนี้เป็นพระที่มีความใหญ่โตมากกว่าพระกรุวัดค้างคาวมาก จึงไม่ค่อยมีผู้นิยมมากนัก จะจัดอยู่ในพระบูชาก็เล็กเกินไป ไม่เหมาะสม สำหรับ พระโคนสมอกรุวัดค้างคาวนี้ ไม่ทราบผู้สร้าง แต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระโคนสมอกรุอื่นๆเป็นแน่แท้ วัดค้างคาวนี้อยู่ห่างจากสรรคบุรี ประมาณ 13 กม. จากวัดค้างคาวถึงบางระจัน 14 กม. การเดินทางไปมาสะดวกมากเพราะมีถนนสายสิงห์บุรี-สรรคบุรี ผ่านทั้งสองฟากแม่น้ำน้อย วัดค้างคาวนี้เป็นวันที่มีสวนลิงอยู่ประมาณ 500 ตัว ปัจจุบันนี้ วัดค้างคาวเจริญมาก เพราะมีประชาชนให้การสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันก็เป็นพระนักพัฒนา จึงทำให้วัดวาเป็นสง่าแก่พระศาสนาเป็ยอย่างยิ่ง
เหรียญ ร.9 & เข็มกลัด ร.9